รถบิ๊กไบค์

บิ๊กไบค์มือสอง

วิธีการแต่งบิ๊กไบค์มือสองยังไงให้แรง

การแต่งแคมชาร์จ

การแต่งแคมชาร์จ บิ๊กไบค์มือสอง จะส่งผลในเรื่องของเวลาในการเปิดปิดวาร์วไอดีไอเสียถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็เช่น รถเดิมๆของเพื่อนๆมีระยะเวลาในการเปิดปิดวาร์ว 1 วินาที อันนี้เป็นเรื่องสมมุตินะครับ แต่ถ้าเพื่อนใส่แคมชาร์จแต่ง วาร์วไอดีและไอเสียมันมีระยะเวลาในการเปิดปิดอยู่ที่ 2 วินาที ซึ่งเวลาในการเปิดปิดวาร์วจะส่งผลในเรื่องกำลังของเครื่องยนต์ มันส่งผลยังไงในเรื่องกำลังของเครื่องยนต์ เพราะว่าถ้าวาร์วไอดีเปิดค้างไว้นาน อากาศที่ไหลมาจากข้างนอกก็จะไหลเข้ามาได้นานขึ้น ก็จะทำให้อากาศเข้ามาในห้องจุดระเบิดได้มากขึ้นและรุนแรงขึ้น

ก็ส่งผลให้เครื่องมีกำลังมากขึ้นนั่นเอง และเวลาคายไอเสียก็จะคายได้มากกว่าปกติเช่นกันครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าจะยัดแคมอะไรเข้าไปก็ได้นะครับเพื่อนๆต้องปรึกษาช่างอีกที เพราะว่ามันจะมีเรื่ององศาการของแคมแล้วก็มุมยกของแคม เพื่อนๆเคยได้ยินมั้ยว่า แคมยก3ยก6 และยังองศาของลูกเบี้ยวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนะครับว่าลูกเบี้ยวองศานี้วาร์วจะค่อยๆเปิดหรือค่อยๆปิด หรือว่าจะเปิดแบบปุ๊บปั๊บแล้วก็ปิดเลย

แล้วก็ยังมีองศาของโอเวอร์แลปเข้ามาเกี่ยวข้อง ทางที่ดีเพื่อนๆที่จะเปลี่ยนแคมชาร์จควรที่จะต้องปรึกษาช่างก่อนนะครับว่าตัวเองอยากได้จะรถความเร็วต้นความเร็วปลาย แล้วจะต้องใส่แคมอะไรดี

 

 การแต่งชุดครัช

จะช่วยในการถ่ายเทพลังงานระหว่าง ข้อเหวี่ยงกับชุดเกียร์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะถ้าเพื่อนไปแต่งเครื่องยนต์ให้มี cc เพิ่มมากขึ้นมีแรงอัดที่มากขึ้นกำลังเครื่องเยอะๆ มันจะส่งผ่านชุดครัชก่อนไปยังชุดเกียร์ ถ้าชุดครัชของเพื่อนๆรับแรงไม่ไหวจะเกิดอาการครัชลื่นนะครับหรือว่าครัชจับตัวไม่ค่อยจะอยู่แรงจากข้อเหวี่ยงจะสูญเสียไปเปล่าๆ

เพราะฉนั้นถ้าเพื่อนๆแต่งครัชจะเน้นการจับตัวที่ดีขึ้นแรงบิดที่มากขึ้น หมายความว่าแรงที่ส่งผ่านมาระหว่างข้อเหวี่ยงก่อนที่จะเข้ามาที่ชุดเกียร์มันถ่ายเทพลังงานได้เต็มที่นั่นเอง การแต่งชุดครัชก็มีวิธีการแต่งหลักๆด้วยกัน 2 วิธีครับ อย่างแรกคือการแต่งสปริงครัช จะแต่งให้สปริงมีความแข็งมากขึ้นหรือว่าบางกรณีเขาจะใส่สปริงครัชเพิ่มมากขึ้น

จากเคยมีสปริงอยู่ 4 ตัวก็จะแต่งเป็น 5 ตัว แต่จะมีข้อเสียถ้าเพื่อนๆใส่สปริงที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมหรือว่าแข็งกว่าเดิม การบีบของครัชจะทำได้ยากลำบากขึ้น อย่างที่ 2 คือการเปลี่ยนแผ่นครัชให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง วิธีนี้จะไม่ยุ่งยากเท่าไหร่แต่เพื่อนๆต้องดูยี่ห้องของแผ่นครัชว่ามีคุณภาพและประสิทธิภาพมากแค่ไหน ก็ต้องปรึกษาช่างดูอีกทีครับ

 

 การปรับเปลี่ยนอัตราทดของเกียร์

จะช่วยในเรื่องการความเร็วของแต่ละเกียร์ให้มีเยอะขึ้นกว่าเดิมให้สอดคล้องกับกำลังของเครื่องที่มากขึ้น ถ้าให้เห็นภาพก็คือเพื่อนๆแต่งรถคันนึงมาอย่างแรงแต่ว่ายังเป็นชุดเกียร์เดิมแล้วได้ลองขี่รถคันนี้เกียร์ 1 รอบตัดอยู่ที่40 เกียร์ 2 รอบตัดอยู่ที่ 60 เกียร์ 3 รอบตัดอยู่ที่ 80 และเกียร์ 4 รอบตัดอยู่ที่ 120 ซึ่งก็หมายความว่าเพื่อนๆไม่สามารถไปได้มากกว่า 120 แล้วนะครับ

เพราะว่าจะติดเรื่องของชุดเกียร์ เครื่องแรงก็จริง กำลังก็เหลือๆ แต่ก็ไม่สามารถไปต่อได้มากกว่านั้นแล้ว เพราะว่าชุดเกียร์ของเพื่อนส่งแรงได้แค่นั้นแล้วเรามาลองดูว่าถ้าทดเกียร์แล้วจะให้ผลยังไง ซึ่งการแต่งเครื่องยนต์เป็นเหมือนคันที่แล้วนะครับแต่ว่าเพื่อยๆไปเปลี่ยนเกียร์มาแล้วลองขี่ดู เกียร์ 1 เพื่อนๆอาจจะทำได้ 60 เกียร์ 2 อาจจะได้ 80 เกียร์ 3 อาจจะ 120 เกียร์ 4 อาจจะไป 160 ได้เลยนะครับ

ซึ่งการปรับเปลี่ยนของอัตราการทดเกียร์ไม่ได้ช่วยในเรื่องของแค่การเพิ่มความเร็วรถให้มากกว่าเดิม ยังช่วยในเรื่องของการส่งผ่านกำลังที่เหมาะสมของแต่ละเกียร์แต่ละย่านความถี่ ซึ่งถ้าพูดกันตรงๆก็คือการลากเกียร์ได้ยาวขึ้นนั่นเอง การปรับเปลี่ยนอัตราทดของเกียร์นั้นควรคำนึงถึงกำลังที่ส่งผ่านมาเป็นหลัก

ก็จบแล้วนะครับ สำหรับวิธีการแต่งเครื่องยังไงให้แรงขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นการบอกคราวๆว่าการแต่งทั้งหมดนี้จะส่งผลยังไงกับเครื่องยนต์ของรถเพื่อนๆ

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

ยาเลื่อนรอบเดือนใช้อย่างไร

ยาเลื่อนรอบเดือนใช้อย่างไร

การใช้ยาเลื่อนรอบเดือน
ด้วยธรรมชาติของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะอยู่โดยประมาณ 2 อาทิตย์ ก่อนรอบเดือนจะมา ด้วยเหตุผลดังกล่าวแนวทางยอดเยี่ยมจำเป็นต้องเริ่มรับประทานยาก่อนวันที่คาดว่ามีเมนส์โดยประมาณ 1 อาทิตย์ เพื่อเพิ่มฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนให้ทัน ถ้าหากรับประทานยาเพื่อเลื่อนในวันที่มีรอบเดือนแล้ว หรือก่อนมีเมนส์เพียงแต่ 2-3 วัน บางทีก็อาจจะไม่เป็นผล เพราะธรรมชาติทราบดีว่าไม่มีการฝังตัวอ่อน ร่างกายก็เลยเริ่มขั้นตอนการสร้างรอบเดือนไปตามเดิมแล้ว โดยการกินยาจะต้องรับประทานวันแล้ววันเล่ากระทั่งอยากให้มีรอบเดือนอีกทีก็เลยหยุดรับประทานยา

เรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ยาเลื่อนเมนส์
สำหรับคนที่รอบเดือนมาไม่บ่อยนัก หรือไม่สามารถคาดคะเนวันที่จะมีรอบเดือนได้ การกินยาเลื่อนรอบเดือนมักไม่เป็นผล เนื่องด้วยไม่รู้จักวันตกไข่ที่เด่นชัด เหตุเพราะยาเลื่อนรอบเดือนเป็นกรุ๊ปฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ถึงแม้ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมายังไม่พบว่าส่งผลต่อการเกิดโรคมะเร็งหรือเนื้องอกในช่องคลอดอะไร ทำให้สามารถรับประทานยาเลื่อนรอบเดือนได้นับเป็นเวลาหลายวันและก็หลายๆ ครั้ง แต่ว่าแม้กระนั้น แม้ใช้ยานานเหลือเกินระบบร่างกายบางทีอาจกำเนิดความสับสน นำมาซึ่งการทำให้บางทีอาจจำต้องใช้เวลานานเพื่อปรับนิสัยกลับไปสู่สภาวะธรรมดา ด้วยเหตุผลดังกล่าวก็เลยไม่สมควรใช้ยาเกิน 1 อาทิตย์และก็ควรที่จะใช้เท่าที่มีความจำเป็นเพียงแค่นั้น

ในคนที่มีเลือดไหลไม่ปกติ แล้วก็ยังไม่เคยรู้ว่าเลือดนั้นใช่ประจำเดือนหรือเปล่า หรือมีเหตุที่เกิดจากอะไร ควรจะเจอหมอเพื่อตรวจค้นก้อนเนื้อหรือโรคมะเร็งและก็ปัจจัยที่ชัดเจน เหตุเพราะการกินยาเลื่อนรอบเดือนบางทีอาจบังลักษณะของโรคได้

ในกรณีที่ไม่รู้จักว่าท้อง การกินยาเพื่อเลื่อนเมนส์ยังจัดว่าไม่เป็นอันตรายต่อการตั้งท้อง เนื่องจากว่าขณะท้องร่างกายจะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนตั้งแต่ก่อนจะมีการท้อง เพื่อรองรับตัวอ่อน เพียงพอมีการฝังตัวฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะยิ่งมากยิ่งขึ้น โดยเหตุนั้นยาเลื่อนเมนส์ก็เลยไม่เป็นผลต่อการท้อง

คนที่รับประทานยาคุมเสมอๆบ่อย ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยาเพื่อเลื่อนรอบเดือน แม้กระนั้นสามารถเลื่อนเมนส์ได้โดยรับประทานยาคุมกำเนิดที่รับประทานเสมอๆถัดไป ถ้าหมดแผงก็สามารถเริ่มรับประทานแผงใหม่ได้ตลอด ไปจนกระทั่งอยากให้มีรอบเดือนก็หยุดรับประทานยาคุมนั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้ได้กับยาเม็ดคุมกำเนิดมาตรฐานที่มี 21 เม็ด แต่ว่าถ้าหากเป็นแบบ 28 เม็ด จะมีตัวฮอร์โมนเพียงแค่ 21 เม็ด แล้วก็เป็นเม็ดแป้ง 7 เม็ด แนวทางรับประทานเป็นทิ้งเม็ดแป้งแล้วก็นำยาแผงใหม่มากินต่อจาก 21 เม็ด ดังนี้คนที่รับประทานยาคุมกำเนิดอยู่แล้วไม่สมควรรับประทานยาเลื่อนเมนส์ ในทางตรงกันข้ามยาเลื่อนเมนส์นั้นไม่สามารถใช้แทนยาคุมได้ เนื่องมาจากไม่มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการคุ้มครองการตั้งท้องเช่นเดียวกัน หากแม้ยาเลื่อนรอบเดือนจะไม่เป็นผลร้ายต่อสภาพร่างกาย แต่ว่าการใช้ยานานๆหรือบ่อยเกินความจำเป็น อาจจะทำให้ระบบการมีรอบเดือนมีความสับสน และจะต้องใช้เวลาเพื่อปรับสภาพร่างกายสู่ภาวะสมดุลปกติ โดยเหตุนี้จึงต้องควรใช้ยาเพื่อเลื่อนรอบเดือนเท่าที่มีความจำเป็นเพียงแค่นั้น
ทั้งนี้หากมีลักษณะอาการแตกต่างจากปกติ หรือไม่มั่นใจเกี่ยวกับการมีรอบเดือนให้ขอความเห็นสูตินรีแพทย์เพื่อหามูลเหตุ รับคำชี้แนะและการดูแลรักษาอย่างแม่นยำ

สุขภาพเกี่ยวกับหู

คุณรู้หรือไม่ว่าเครื่องช่วยฟังคืออะไร ?

เครื่องช่วยฟังที่เรามักพูดถึงหรือแพทย์ส่วนใหญ่มักจะพูดถึงก็คืออุปกรณ์ชนิดหนึ่ง

ที่สามารถช่วยในเรื่องของการขยายเสียงให้ดังขึ้นหรือปรับเสียงให้พอเหมาะกับความต้องการของผู้ที่ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการได้ยินหรือปัญหาเกี่ยวกับเสียงนั่นเอง 

ซึ่งอุปกรณ์ที่เราเรียกว่าเครื่องช่วยฟังนี้จะมีลักษณะที่ไม่ใหญ่มาก หรทอมีลักษณะที่เล็กกระทัดรัดสามารถแหวนหรือสวมใส่ไว้ที่หูของเรา เพราะเครื่องช่วยฟังเหล่านี้มีหน้าที่ขยายเสียงต่างๆที่อยู่ข้างๆหรือรอบตัวของเรา เพื่อปรับให้เสียงได้ยินอย่างชัดเจนขึ้น ในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับเสียงหรือการได้ยินนั่นเอง 

การที่เครื่องช่วยฟังสามารถขยายเสียงขึ้นได้ก็เพื่อเป็นการตอบสนองให้กับท่านที่มีปัญหาอย่างรุนแรงในการได้ยิน ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ได้มีการผลิตขึ้นเพื่อเป็นการช่วยให้บุคคลที่เป็นปัญหาเกี่ยวข้องกับการได้ยินบกพร่อง ซึ่งมันจะช่วยในเรื่องการทำหน้าที่ให้ได้ยินชัดเจนมากขึ้น

เครื่องช่วยฟังมีหลักการทำงานในด้านใดบ้าง

เครื่องช่วยฟังที่เราเคยได้ยินชื่อและสรรพคุณของมันนั้น มันคือชิ้นส่วนของอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาประกอบกันให้เกิดการขยายเสียงที่ดังขึ้น ทำให้ผู้ที่มีปัญหาในเรื่องของการได้ยินได้ยินเสียงที่ชัดขึ้น เครื่องช่วยฟังที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้มักจะเป็นแบบดิจิตอลสะส่วนใหญ่ ซึ่งการทำงานของมันจะอาศัยถ่านหรือแบตเตอรี่ในการประกอบการใช้งาน 

การทำงานที่ซับซ้อนของมันด้วยกลไกลต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น สามารถทำให้ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน สามารถได้ยินดังขึ้นหรือชัดเจนขึ้น ซึ่งอัตราของผู้ที่มีปัญหาในการได้ยินเสียงเช่นนี้ มีปัญหาเพิ่มขึ้นในทุกๆวัน สาเหตุหลักก็มาจากการสัมผัสกับเสียงที่มีความดังเป็นเวลานานๆ จึงทำให้เกิดการผิดปกติกับการได้ยินได้นั่นเอง

เราสามารถหลีกเลี่ยงกับเสียงดังๆเป็นเวลานานได้ก็ดี แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรเลือกหาอุปกรณ์ต่างๆที่สามารถทำให้เราได้ยินเสียงที่ดังนั้นลดลง แต่หากว่าคุณปล่อยไว้โดยไม่มีการป้องกันใดๆเลยเป็นเวลานานๆอาจจะทำให้คุณเป็นอีกหนึ่งคนที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับเสียก็เป็นได้เช่นกัน ซึ่งผลเสี่ยงที่จะเป็นปัญหาก็ค่อนข้างมีความเสี่ยงที่สูงมากเช่นกัน

ส่วนประกอบของเครื่องช่วยฟังมีดังนี้

– ไมโครโฟน ( เป็นตัวกลางช่วยในเรื่องของการขบายเสียงให้เราได้ยินดังขึ้นหรือชัดเจนขึ้น )  

– ตัวขยายสัญญาณหรือตัวปรับความดัง (ทำหน้าที่ช่วยปรับระดับความดังหรือเพื่อเป็นการช่วยในเรื่องการรับส่งสัญญาณต่างๆที่อยู่รอบๆตัวเรา )

– ตัวรับหรือลำโพง ( คอยทำหน้าที่รับสัญญาณและส่งต่อสัญญาณไปยังลำโพงเพื่อนำไปขยายเสียง )

– แบตเตอรี่ ( เป็นตัวเชื่อมอุปกรณ์และพลังงานให้เครื่องช่วยฟังสามารถใช้งานได้และสามารถมีอายุในการใช้งานได้นานขึ้นนั่นเอง )

สุขภาพทั่วไป

ไขมันพอกตับ

การออกกำลังกายส่วนใหญ่นั้นเพื่อจะให้ห่างไกลโรคต่างๆ และโรคที่เกี่ยวกับ  ไขมันพอกตับ ซึ่งการออกกำลังกายนี้จะต้องทำการวอมอัพร่างกายก่อน ซึ่งเราเชื่อว่าคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายมักทราบกันดีถึงการต้องวอมอัพนี้ แต่จะมีกี่คนที่ให้ความสนใจกับการวมอัพเหล่านี้ เพราะคนส่วนใหญ่มักไม่ชื่นชอบในการยืดเส้นยืดสายเลย ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่ที่มาออกกำลังกายกันนั้น มักจะข้ามขั้นตอนในการวอมอัพเหล่านี้กันเสมอ

การวอมอัพนั้นเป็นการทำให้ร่างกายของเราได้มีการรยืดเส้นยืดสาย ดังนั้นหากผู้ที่ออกกำลังกายไม่วอมอัพก่อนการออกกำลังกายส่วนใหญ่แล้วเขาจะมีอาการปวดเมื่อยหลังการออกกำลังกายอยู่เสมอ หรืออาจจะส่งผลให้ก้ามเนื้อของพวกเขาเหล่านั้นเกิดการอักเสบได้ง่ายๆ

การออกกำลังกายส่วนใหญ่มักจะเป็นการวิ่ง การปั่นจักรยาน การเข้าฟิตเน็ต หรือการเตะบอล เพราะเป็นวิธีการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการออกกำลังกายยังมีอีกหลากหลายวิธี ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงการออกกำลังกายในรูปแบบอื่นดูบ้างว่าเราควรนำไปใช้หรอควรแนะนำให้กับบุคคลใดในครอบครัวของเราได้บ้าง

การชกมวย เป็นการออกกำลังกายอีกประเภทหนึ่ง

ที่สามารถเล่นได้ในกลุ่มของเด็กวัยรุ่นไปจนถึงวัยกลางคน แต่ไม่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ เพราะการชกมวยนั้นเป็นการใช้กำลังที่มาก เป็นการใช้แรงส่งด้วยการกระแทก ซึ่งนั้นอาจจะก่อให้เกิดอาการฟกช้ำได้ง่าย และก่อให้เกิดการบาดเจ็บโดยง่ายเช่นกัน แต่ทว่าการออกกำลังกายชกมวยนี้ สามารถเรียกเหงื่อหรือเป็นการออกกำลังกายสำหรับคนบ้าพลังเลยแหละ

ซี่งหากผู้สูงอายุอยากชกมวยจริงๆแล้วละก็ ต้องเริ่มจากการที่วิธีการเล่นแบบเบาๆเสียก่อน หรืออาจจะเริ่มโดยการฝึกชกลมก่อนก็ได้ ซึ่งจะทำการฝึกไปเรื่อยๆ จนชำนาญแล้วจึงจะค่อยๆขยับเริ่มชกมสวยจากเบาๆ เพื่อเป็นการทำให้ร่างกายเกิดความคุ้นชิน กล้ามเนื้อพร้อมรับแรงกระแทกจึงจะออกแรงได้มาขึ้น

การชกมวยนี้หากไม่มีร่างกายที่แข็งแรงพอก็ไม่ควรเล่นโดยเด็ดขาด ควรไปหาวิธีการออกกำลังกายด้วยวิธีอื่นจะเหมาะสมกว่า ดีกว่าจะต้องมาเจ็บตัวหรือเจ็บก้ามเนื้อของร่างกาย เพราะมันเหมาะกับพวกบ้าพลังเป็นอย่างยิ่ง

หรือหากต้องการให้บุตรหรือหลานของท่านเรียนก็พอได้ เพราะเด็กสามารถมีการยืดหยุ่นของร่างกายมากกว่าผู้ใหญ่ และการขยับตัวสามารถทำได้คล่องแคล่วกว่าเยอะอีกด้วย นั้นก็คือการเล่นกีฬาให้เหมาะสมแก่วัยนั่นเอง

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

พฤติกรรมทำลายสมองที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

รู้หรือไม่ พฤติกรรมที่คุณกำลังทำอยู่อย่างคุ้นชิน กำลังทำลายสมองของคุณอยู่ เพราะการดูแลตัวเองให้สมบูรณ์เพอร์เฟคเป็นเรื่องยากกว่าการที่เราจะเผลอไปทำร้ายสุขภาพตัวเอง เพราะว่าทุกวันนี้เราอาจมองพฤติกรรมไม่ดีเป็นสิ่งที่เฉยๆ ทำได้ไม่ผิดมาตลอด วันนี้เราจะมาพูดถึงพฤติกรรมทำลายสมองที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน มาบอกเตือนกัน ไปดูกันเลยดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง

1. ดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน
น้ำถือเป็นสิ่งที่มนุษย์ควรบริโภคให้เพียงพอต่อวัน เพราะน้ำเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ทุกเซลล์ในร่างกายประกอบด้วยน้ำ มากกว่าครั้งขององค์ประกอบในร่างกาย คือ น้ำ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นั้นระบุว่า การดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันนั้นทำร้ายสมองของคุณเป็นอย่างยิ่ง และส่งผลต่อกระบวนการรับรู้ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ วางแผน หรือ แม้กระทั่งการตัดสินใจ ดังนั้นการดื่มน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันจึงสำคัญมาก ต่อสุขภาพสมอง ถ้าดื่มน้ำให้เป็นนิสัยจะทำให้ร่างกายของคุณดีขึ้นอย่างที่คุณคิดไม่ถึงเลยทีเดียว เมื่อรู้อย่างนี้จะมัวรออะไร หยิบแก้วไปเติมน้ำมาดื่มกันเลย

2. นอนไม่เพียงพอ หรือ พฤติกรรมการนอนที่ไม่เหมาะสม
แน่นอนเลยว่าการที่เราพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนน้อย หรืออดนอน ไม่ว่าจะเพื่ออะไรย่อมมีอาการบางอย่างที่บ่งบอกว่า ร่างกายกำลังแย่เสมอ เช่น การโต้รุ่งอ่านหนังสือเพื่อไปสอบ สิ่งแรกที่คุณรับรู้เมื่อเช้าแล้ว คือ อาการมึนๆ ตื้อๆ เหมือนกำลังจะเบลอ เป็นต้น เรารู้กันอยู่แล้วว่า การนอนที่เพียงพอจะอยู่ที่ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะร่างกายจะได้พักผ่อนและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แต่หลายคนก็นอนดึก หรือ นอนไม่เพียงพอ เพราะต้องอ่านหนังสือ ทำงานดึก ดังนั้นเราควรจัดตารางการนอนของตนเองให้เหมาะสม เพื่อที่ร่างกายและสมองจะได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ จำไว้ว่าเมื่อใดที่คุณนอนน้อยคุณกำลังฆ่าเซลล์สมองของคุณด้วยตัวของคุณเอง

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

ช่วงที่กำลังทานเจ ออกกำลังกายได้หรือไม่

เป็นใครก็ต้องงงเมื่อมีคนพูดกันว่า ถ้ากินเจ ห้ามออกกำลังกาย จริงหรือ? พวกเขาเหล่านั้นคงคิดว่าในแต่ละวันที่ทานเจร่างกายจะได้รับโปรตีนในปริมาณที่ไม่เพียงพอซึ่งถ้าให้ออกกำลังกายอีกร่างกายต้องแย่ลงแน่ๆ ความจริงคืออะไร ไปดูกันเลย

ในความเป็นจริง ถึงแม้ว่าคุณกำลังทานเจอยู่คุณก็สามารถที่จะออกกำลังกายได้ตามปกติ เพียงแค่ต้องเลือกออกกำลังกายที่เบา ไม่หนัก ในผู้ชายหรือผู้หญิงบางคนที่เลือกออกกำลังหนักๆ ไปไกลถึงขั้นยกเวท สร้างกล้ามเนื้อแขน ขา หน้าท้องกันอย่างจริงจังนั้น หากรับประทานโปรตีนเข้าไปในร่างกายไม่มากพอ ก็จะส่งผลให้การออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อได้ผลไม่เต็มที่อย่างเคย และหากกินเจไม่ถูกวิธี รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ อาจส่งผลทำให้ร่างกายอ่อนเพลียได้ง่ายกว่าเดิมอีกด้วย

ช่วงเทศกาลกินเจ ทานอะไรดี?
– นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ โปรตีนเกษตร เป็นทั้งแหล่งโปรตีนและธาตุเหล็กสูง ช่วยสลายคอเลสเตอรอล
– ธัญพืชต่างๆ เช่น เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน งาดำ งาขาว ควินัว เมล็ดเซีย เพิ่มวิตามินและกรดไขมันที่ดี
– เห็ดชนิดต่างๆ มีกรดไขมัน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย
– ผัก ผลไม้หลากหลายสี จะช่วยทำให้เราได้รับวิตามินที่หลากหลาย
– ข้าวกล้อง ช่วยเพิ่มวิตามิน และเกลือแร่ให้กับร่างกาย บำรุงสมอง กระดูก และช่วยในเรื่องการขับถ่าย
– ซุปมิโสะ ใส่เต้าหู้กับสาหร่ายวากาเมะยิ่งดี (แต่อย่าใส่ต้นหอมนะ) อร่อยและมีโปรตีนด้วย

เพียงคุณเลือกทานให้เหมาะสม ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องงดออกกำลังกาย หรือหาข้ออ้างมาเลี่ยงการออกกำลังกายได้แล้ว

สุขภาพทั่วไป

หากไม่อยากเสียตับเร็วทาน Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ สิคะ

หากไม่อยากเสียตับเร็วทาน Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ สิคะ

โรคตับสามารถเป็นกันได้ทุกคน ขึ้นอยู่กับการดูแลของแต่ละคน และยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมอีกด้วย โรคตับแข็งนั้นมีสาเหตุด้วยกันหลายอย่างซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของตับของเราโดยตรงและนี่เองก็เป็นการนำโรคต่างๆไปสู่โรคที่ร้ายแรง

ปัจจัยหลักที่ทำร้ายตับของเรา

การดื่มสุราดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปต่อต่อกันนานหลายปีจะทำให้ตับติดเชื้อเรื้อรังได้ ซึ่งจะเป็นมากที่สุดก็น่าจะเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี และสำหรับการเป็นไขมันพอกตับนั้นก็ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์นั้นก็คือจะเกี่ยวข้องมาจากโรคอ้วนและโรคเบหวานเท่านั้น

สาเหตุต่างๆที่ทำให้เราเป็นโรคตับแข็งที่ควรระวัง

การเกิดโรคมักมีสาเหตุแต่คนอาจจะมองข้ามการทำให้เกิดโรคต่างๆนั้นก็คือการทานยาหรือการทานสมุนไพรบางชนิดเป็นจำนวนมากๆสะสมเป็นเวลานานๆ หรือการได้รับสารเคมีบางชนิดที่เยอะจนเกินไปหรือการได้สูดดมรับสารพิษบางอย่าง และเกิดจากการที่เราติดเชื้อปรสิต หรืออาจจะเป็นการที่เราเกิดสภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างฉับพลันซึ่งหากมีการกระทำดังข้างต้นที่กล่าวมานั้นบ่อยครั้งจนทำให้เกิดภาวะน้ำไหลเข้าสู่ตับ หรืออาจจะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องทางพันธุกรรมเช่น โรคซีสติกไฟโบรซีส หรือโรคหลอดลมพอง (Cystic Fibrosis)พันธุกรรมเมตาบอลิกที่ไม่สามารถสะสมไกลโคลเจนไว้เป็นพลังงานในร่างกายได้ (Glycogen Storage Diseases) ถุงลมโป่งพองจากการขาดอัลฟ่า-โรคที่ทำให้เกิดสภาวะท่อน้ำดีอุตตัน เช่น โรคบิลิอารีอะทรีเซีย (Biliary Atresia) ในทารกแรกเกิดที่ไม่มีท่อน้ำดีตั้งแต่กำเนิด และโรคตับแข็งที่ไม่ทราบสาเหตุ ในทุกวัย โรคอื่นๆ เช่น โรควิลสัน (Wilson’s Disease) ที่มีความผิดปกติของตับที่มีการสะสมทองแดงมากเกินไป ภาวะเหล็กเกินหรือฮีโมโครมาโตซิส

โดยทั่วไปโรคตับแข็งในระยะแรกอาจจะไม่พบความผิดปกติในร่างกาย แต่มีบางรายที่ครวจพบโรคตับแข็งในระหว่างที่ตรวจโรคประจำปีทั่วไป แพทย์จะมีการตรวจสอบเบื้อต้น อาการผิดปกติ หรือพฤติกรรมการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์ และตรวจร่างกายทั่วไปโดยการคลำดูขนาดและตำแหน่งของตับว่าปกติหรือไม่และเป็นการประเมินเพื่อที่ว่าจะให้มีการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมตามดุลพินิจของแพทย์อีกด้วย

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

นอนไม่หลับอาจเพราะทานสิ่งเหล่านี้เข้าไป

ปัญหานอนไม่หลับนอกเหนือจากความเครียดที่สะสม หรือบรรยากาศรอบๆ ข้างที่อาจจะส่งผลกระทบให้เรานอนไม่หลับหรือมีผลต่อการนอนของเราแล้ว สิ่งที่เราทานเข้าไปก่อนนอนก็อาจจะมีผลต่อการนอนหลับของเรา มาสำรวจกันสักหน่อยดีกว่าว่าอาหาร และยาที่เราได้ทานเข้าไปก่อนนอน จะมีส่วนทำให้เรานอนไม่หลับหรือไม่

อาหาร

  1. คาเฟอีน ที่มาจาก ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ควรงดดื่มก่อนเข้านอนอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง
  2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งเหล้า เบียร์ วิสกี้ ไวน์ รวมไปถึงยาน้ำที่ผสมแอลกอฮอล์ บางคนอาจจะคิดว่าการดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยให้เราง่วง หลับสบาย แต่ความจริงแล้ว อาจไม่ใช่เสมอไป และต่อให้หลับได้ก็ไม่ได้หลับแบบมีคุณภาพ ยิ่งถ้าเมามากๆ มีสิทธิ์เมาค้างทรมานได้ง่ายๆ

ยา

  1. ยากระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยาที่ทำให้จมูกโล่ง รวมไปถึงยาเส้นในบุหรี่
  2. ยากดความอยากอาหาร หรือยาจำพวกยาลดความอ้วน นอกจากทำให้นอนไม่หลับแล้ว ยังอาจมีอาการข้างเคียงที่เป็นอันตรายอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ประสาทหลอน หงุดหงิดง่าย ใจสั่น
  3. ยาขยายหลอดลม ยาสเตียรอยด์ อาจจะมีผลข้างเคียงในบางราย เช่น มือสั่น ใจสั่น ปวดศีรษะ เหน็บชา หรือคลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น
  4. ยาต้านซึมเศร้าบางชนิด ยาขับปัสสาวะ ยาเบต้าบล็อกเกอร์บางชนิด อาจมีผลข้างเคียงทำให้นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาหารไม่ย่อยได้เช่นกัน

ในกรณีเป็นอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน และแอลกอฮอล์ก่อนเวลาเข้านอน 4-6 ชั่วโมง ส่วนยาที่ทานอยู่ หากสงสัยว่ามีผลข้างเคียงทำให้นอนไม่หลับหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร แพทย์โดยอาจพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ตัวยาที่ดีกว่า หรือให้ผลข้างเคียงน้อยกว่ามาให้แทน

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

‘ตื่นเช้า’ ได้ประโยชน์อย่างไร

ได้กินอาหารเช้าที่ดีต่อสุขภาพ
คนที่ตื่นเช้ามักจะได้กินอาหารเช้า ในขณะที่คนตื่นสายจะเร่งรีบออกจากบ้าน และกินของที่สะดวกรวดเร็ว ซึ่งไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ หรือบางทีก็ข้ามการกินมื้อเช้าไปเลย โดยปัญหาของการงดอาหารเช้า คือมันจะทำให้คุณติดเป็นนิสัยในภายหลัง และหากคุณเกิดหิวขึ้นมาเพราะไม่ได้กินมื้อเช้า โดนัทในห้องเบรกซึ่งไม่ใช่อาหารเพื่อสุขภาพ ก็อาจจะทำให้คุณอดใจไม่ไหวได้

ช่วยให้ผิวพรรณดูสุขภาพดี
หลังจากนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ทั้งคืน ผิวของเราจะเป็นสิ่งแรกที่ดูดีที่สุดในตอนเช้า และถ้าคุณเป็นคนตื่นเช้าอยู่แล้ว คุณจะยิ่งสามารถใช้ประโยชน์จากเวลาที่มีในตอนเช้าดูแลบำรุงผิวเพิ่มเติมได้อีก เหมือนกันกับการมีเวลากินอาหารเช้านั่นเอง สำหรับคนที่ตื่นสายมักจะให้ความสำคัญกับการบำรุงผิวในตอนเช้าน้อยลง โดยคนที่ตื่นเช้าจะมีนิสัยการนอนหลับที่ดีคือไม่นอนดึก ซึ่งการนอนหลับอย่างเป็นเวลาเป็นประจำ จะให้ช่วยให้ผิวได้รับการฟื้นฟูที่เหมาะสม

มีเวลาในการออกกำลังกายมากขึ้น
เมื่อคุณได้ออกกำลังกายในตอนเช้า คุณจะค้นพบว่าการออกกำลังกายในตอนเช้า จะทำให้คุณมีพลังตลอดทั้งวัน

มีสมาธิดีขึ้น
การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการตื่นเช้า จะช่วยให้คุณมีสมาธิมากขึ้น โดยการตื่นเช้าไปทำงานหรือไปโรงเรียน จะทำให้คุณมีเวลาเหลือในการปรับสภาพตัวเองในแต่ละวัน ซึ่งมันจะช่วยให้คุณตื่นตัวอยู่เสมอ

เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
คนที่ประสบความสำเร็จ บอกว่า พวกเขาจะตื่นกันตั้งแต่ตี 5 หรือตื่นก่อนหน้านั้น โดยคนที่ตื่นแต่เช้ามักจะมีแนวโน้ม มีประสิทธิภาพในการทำงานหลากหลายประการ ประกอบด้วย

มีเวลามากขึ้นในการโฟกัสงานที่สำคัญ ในขณะที่คนอื่นกำลังหลับใหล นี่จึงหมายความว่าจะทำให้มีคนมาขัดจังหวะในการทำงานน้อยลง

สมองมักจะตื่นตัวมากที่สุดในตอนเช้า หากคุณสามารถโฟกัสในสิ่งที่ทำได้ โดยไม่หยุดชะงักในเช้าแต่ละวัน คุณก็จะทำงานได้มากขึ้นนั่นเอง

คุณมักตัดสินใจและมีความคิดที่ชัดเจนในตอนเช้า มากกว่าตอนบ่ายและตอนเย็น การตั้งเป้าหมายอย่างแรกเอาไว้ จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้

หากคุณสามารถจัดการกับการตื่นเช้าได้ คุณจะค้นพบว่าคุณมีพลังมากขึ้นตลอดทั้งวัน

ปรับเวลาในการนอน
พอร่างกายของคุณปรับการนอนได้เป็นเวลา จะทำให้มันง่ายมากขึ้นต่อการหลับ และการตื่นนอนในเวลาเดิม แต่หากคุณเข้านอนดึกและตื่นสายในสุดสัปดาห์ จะทำให้ยิ่งยากต่อการปรับสภาพร่างกายให้ตื่นในตอนเช้า

ได้เพลิดเพลินกับเวลาที่เงียบสงบ
ช่วยให้คุณเพลิดเพลินกับความเงียบสงบ และคุณจะพบว่าการเดินทางประจำวันของคุณมันง่ายขึ้น หากคุณออกจากบ้านเร็วขึ้น และคุณจะสามารถเอาชนะการจราจรที่ติดขัดทั้งหมดได้ นอกจากนี้คุณยังสามารถหลีกเลี่ยงการพูดคุยในออฟฟิศที่น่ารำคาญ เกี่ยวกับวันหยุดสุดสัปดาห์ได้อีกด้วย

สุขภาพทั่วไป

แก้อาการปวดหลังกับ 5 วิธีง่ายๆ

อาการปวดหลัง ถือเป็นอาการยอดฮิตที่หลายคนมักพบเจอ เพราะร้อยละ 80 ของร่างกายคนเราล้วนจะต้องเคยมีอาการปวดหลังอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ซึ่งหลายคนก็อาจจะเป็นมากกว่า 1 ครั้ง วันนี้เราจึงมาพูดกันด้วยเรื่องของอาการปวดหลังกับวิธีดูแลรักษาซึ่งจะช่วยแก้อาการปวดหลังได้อย่างเห็นผล มาดูกันว่าเมื่อคุณรู้สึกปวดหลังขึ้นมาจากการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม จะสามารถแก้ความปวดได้อย่างไรบ้าง

1. ไม่ดัดหรือบิดหลังส่วนล่าง

อาการปวดหลังมักจะทวีความรุนแรงมากขึ้น หากดัดหรือบิดหลังอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการดัดหรือบิดหลังส่วนล่าง จะยิ่งทำให้คุณรู้สึกปวดมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นควรพยายามตั้งลำตัวให้หลังอยู่ตำแหน่งที่เป็นธรรมชาติอยู่เสมอ อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงหลังจากตื่นนอน

2. ประคบร้อนช่วยได้

การประคบร้อนเป็นวิธีแก้ปวดหลังแบบคลาสสิคที่สามารถแก้ปัญหาปวดหลังได้ชะงัดนัก โดยจะทำให้เลือดบริเวณแผ่นหลังไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น และคลายกล้ามเนื้อจากอาการปวดเกร็ง สามารถทำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ครั้งละประมาณ 15-20 นาที

3. ยืดหลังเอาไว้ขณะไอหรือจาม

ในช่วงที่เราไอหรือจาม หลังของเรามักจะโก่งลง ซึ่งจะเพิ่มความรุนแรงของอาการปวดหลังมากขึ้น ดังนั้นเมื่อรู้ตัวว่าจะไอหรือจาม ควรยืดหลังเอาไว้ให้มากที่สุด หรือหาหมอนมากอดสักใบ จะดีต่อสุขภาพหลังมากยิ่งขึ้น

4. นอนตะแคงข้าง

การนอนตะแคงข้างถือเป็นท่ายอดฮิตสำหรับคนที่มีอาการปวดหลัง โดยการนอนท่านี้จะช่วยลดการกดทับบริเวณแผ่นหลังที่มีอาการปวดเกร็ง ซึ่งวิธีแนะนำในการนอนตะแคงข้างที่เหมาะสมนั้น ควรหาหมอนข้างมาก่ายบริเวณขาจะช่วยทำให้แนวกระดูกสันหลังอยู่ในสรีระที่เป็นเส้นตรงมากขึ้น

5. หลีกเลี่ยงการใส่ส้นสูง

สาวๆ ทั้งหลายที่เสพติดการใส่รองเท้าส้นสูง รู้หรือไม่ว่ายิ่งใส่บ่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้รู้สึกปวดหลังได้มากขึ้น เพราะส้นสูงสามารถเปลี่ยนตำแหน่งของกระดูกเชิงกรานและเพิ่มแรงกดทับของกระดูกสันหลังทำให้รู้สึกปวดเกร็งบริเวณแผ่นหลังนั่นเอง หากปล่อยไว้ก็จะส่งผลเสียกับกระดูกสันหลังในระยะยาวได้

นอกจากวิธีแก้ไขอาการปวดหลัง 5 ข้อที่กล่าวมาข้างต้นนี้แล้ว ก็ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ม้าร่องนั่งรองขาหากนั่งห้องน้ำเป็นเวลานานๆ หรือการนั่งเปลี่ยนท่าบ่อยๆ ไม่นั่งท่าเดิมนานเกินไป วิธีเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะช่วยทำให้คุณบอกลาปัญหาปวดหลังได้อย่างแน่นอน ลองเอาไปทำตามกันดูนะคะ