สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

ช่วงที่กำลังทานเจ ออกกำลังกายได้หรือไม่

เป็นใครก็ต้องงงเมื่อมีคนพูดกันว่า ถ้ากินเจ ห้ามออกกำลังกาย จริงหรือ? พวกเขาเหล่านั้นคงคิดว่าในแต่ละวันที่ทานเจร่างกายจะได้รับโปรตีนในปริมาณที่ไม่เพียงพอซึ่งถ้าให้ออกกำลังกายอีกร่างกายต้องแย่ลงแน่ๆ ความจริงคืออะไร ไปดูกันเลย

ในความเป็นจริง ถึงแม้ว่าคุณกำลังทานเจอยู่คุณก็สามารถที่จะออกกำลังกายได้ตามปกติ เพียงแค่ต้องเลือกออกกำลังกายที่เบา ไม่หนัก ในผู้ชายหรือผู้หญิงบางคนที่เลือกออกกำลังหนักๆ ไปไกลถึงขั้นยกเวท สร้างกล้ามเนื้อแขน ขา หน้าท้องกันอย่างจริงจังนั้น หากรับประทานโปรตีนเข้าไปในร่างกายไม่มากพอ ก็จะส่งผลให้การออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อได้ผลไม่เต็มที่อย่างเคย และหากกินเจไม่ถูกวิธี รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ อาจส่งผลทำให้ร่างกายอ่อนเพลียได้ง่ายกว่าเดิมอีกด้วย

ช่วงเทศกาลกินเจ ทานอะไรดี?
– นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ โปรตีนเกษตร เป็นทั้งแหล่งโปรตีนและธาตุเหล็กสูง ช่วยสลายคอเลสเตอรอล
– ธัญพืชต่างๆ เช่น เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน งาดำ งาขาว ควินัว เมล็ดเซีย เพิ่มวิตามินและกรดไขมันที่ดี
– เห็ดชนิดต่างๆ มีกรดไขมัน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย
– ผัก ผลไม้หลากหลายสี จะช่วยทำให้เราได้รับวิตามินที่หลากหลาย
– ข้าวกล้อง ช่วยเพิ่มวิตามิน และเกลือแร่ให้กับร่างกาย บำรุงสมอง กระดูก และช่วยในเรื่องการขับถ่าย
– ซุปมิโสะ ใส่เต้าหู้กับสาหร่ายวากาเมะยิ่งดี (แต่อย่าใส่ต้นหอมนะ) อร่อยและมีโปรตีนด้วย

เพียงคุณเลือกทานให้เหมาะสม ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องงดออกกำลังกาย หรือหาข้ออ้างมาเลี่ยงการออกกำลังกายได้แล้ว

สุขภาพทั่วไป

หากไม่อยากเสียตับเร็วทาน Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ สิคะ

หากไม่อยากเสียตับเร็วทาน Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ สิคะ

โรคตับสามารถเป็นกันได้ทุกคน ขึ้นอยู่กับการดูแลของแต่ละคน และยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมอีกด้วย โรคตับแข็งนั้นมีสาเหตุด้วยกันหลายอย่างซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของตับของเราโดยตรงและนี่เองก็เป็นการนำโรคต่างๆไปสู่โรคที่ร้ายแรง

ปัจจัยหลักที่ทำร้ายตับของเรา

การดื่มสุราดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปต่อต่อกันนานหลายปีจะทำให้ตับติดเชื้อเรื้อรังได้ ซึ่งจะเป็นมากที่สุดก็น่าจะเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี และสำหรับการเป็นไขมันพอกตับนั้นก็ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์นั้นก็คือจะเกี่ยวข้องมาจากโรคอ้วนและโรคเบหวานเท่านั้น

สาเหตุต่างๆที่ทำให้เราเป็นโรคตับแข็งที่ควรระวัง

การเกิดโรคมักมีสาเหตุแต่คนอาจจะมองข้ามการทำให้เกิดโรคต่างๆนั้นก็คือการทานยาหรือการทานสมุนไพรบางชนิดเป็นจำนวนมากๆสะสมเป็นเวลานานๆ หรือการได้รับสารเคมีบางชนิดที่เยอะจนเกินไปหรือการได้สูดดมรับสารพิษบางอย่าง และเกิดจากการที่เราติดเชื้อปรสิต หรืออาจจะเป็นการที่เราเกิดสภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างฉับพลันซึ่งหากมีการกระทำดังข้างต้นที่กล่าวมานั้นบ่อยครั้งจนทำให้เกิดภาวะน้ำไหลเข้าสู่ตับ หรืออาจจะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องทางพันธุกรรมเช่น โรคซีสติกไฟโบรซีส หรือโรคหลอดลมพอง (Cystic Fibrosis)พันธุกรรมเมตาบอลิกที่ไม่สามารถสะสมไกลโคลเจนไว้เป็นพลังงานในร่างกายได้ (Glycogen Storage Diseases) ถุงลมโป่งพองจากการขาดอัลฟ่า-โรคที่ทำให้เกิดสภาวะท่อน้ำดีอุตตัน เช่น โรคบิลิอารีอะทรีเซีย (Biliary Atresia) ในทารกแรกเกิดที่ไม่มีท่อน้ำดีตั้งแต่กำเนิด และโรคตับแข็งที่ไม่ทราบสาเหตุ ในทุกวัย โรคอื่นๆ เช่น โรควิลสัน (Wilson’s Disease) ที่มีความผิดปกติของตับที่มีการสะสมทองแดงมากเกินไป ภาวะเหล็กเกินหรือฮีโมโครมาโตซิส

โดยทั่วไปโรคตับแข็งในระยะแรกอาจจะไม่พบความผิดปกติในร่างกาย แต่มีบางรายที่ครวจพบโรคตับแข็งในระหว่างที่ตรวจโรคประจำปีทั่วไป แพทย์จะมีการตรวจสอบเบื้อต้น อาการผิดปกติ หรือพฤติกรรมการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์ และตรวจร่างกายทั่วไปโดยการคลำดูขนาดและตำแหน่งของตับว่าปกติหรือไม่และเป็นการประเมินเพื่อที่ว่าจะให้มีการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมตามดุลพินิจของแพทย์อีกด้วย

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

นอนไม่หลับอาจเพราะทานสิ่งเหล่านี้เข้าไป

ปัญหานอนไม่หลับนอกเหนือจากความเครียดที่สะสม หรือบรรยากาศรอบๆ ข้างที่อาจจะส่งผลกระทบให้เรานอนไม่หลับหรือมีผลต่อการนอนของเราแล้ว สิ่งที่เราทานเข้าไปก่อนนอนก็อาจจะมีผลต่อการนอนหลับของเรา มาสำรวจกันสักหน่อยดีกว่าว่าอาหาร และยาที่เราได้ทานเข้าไปก่อนนอน จะมีส่วนทำให้เรานอนไม่หลับหรือไม่

อาหาร

  1. คาเฟอีน ที่มาจาก ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ควรงดดื่มก่อนเข้านอนอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง
  2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งเหล้า เบียร์ วิสกี้ ไวน์ รวมไปถึงยาน้ำที่ผสมแอลกอฮอล์ บางคนอาจจะคิดว่าการดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยให้เราง่วง หลับสบาย แต่ความจริงแล้ว อาจไม่ใช่เสมอไป และต่อให้หลับได้ก็ไม่ได้หลับแบบมีคุณภาพ ยิ่งถ้าเมามากๆ มีสิทธิ์เมาค้างทรมานได้ง่ายๆ

ยา

  1. ยากระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยาที่ทำให้จมูกโล่ง รวมไปถึงยาเส้นในบุหรี่
  2. ยากดความอยากอาหาร หรือยาจำพวกยาลดความอ้วน นอกจากทำให้นอนไม่หลับแล้ว ยังอาจมีอาการข้างเคียงที่เป็นอันตรายอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ประสาทหลอน หงุดหงิดง่าย ใจสั่น
  3. ยาขยายหลอดลม ยาสเตียรอยด์ อาจจะมีผลข้างเคียงในบางราย เช่น มือสั่น ใจสั่น ปวดศีรษะ เหน็บชา หรือคลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น
  4. ยาต้านซึมเศร้าบางชนิด ยาขับปัสสาวะ ยาเบต้าบล็อกเกอร์บางชนิด อาจมีผลข้างเคียงทำให้นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาหารไม่ย่อยได้เช่นกัน

ในกรณีเป็นอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน และแอลกอฮอล์ก่อนเวลาเข้านอน 4-6 ชั่วโมง ส่วนยาที่ทานอยู่ หากสงสัยว่ามีผลข้างเคียงทำให้นอนไม่หลับหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร แพทย์โดยอาจพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ตัวยาที่ดีกว่า หรือให้ผลข้างเคียงน้อยกว่ามาให้แทน

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

‘ตื่นเช้า’ ได้ประโยชน์อย่างไร

ได้กินอาหารเช้าที่ดีต่อสุขภาพ
คนที่ตื่นเช้ามักจะได้กินอาหารเช้า ในขณะที่คนตื่นสายจะเร่งรีบออกจากบ้าน และกินของที่สะดวกรวดเร็ว ซึ่งไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ หรือบางทีก็ข้ามการกินมื้อเช้าไปเลย โดยปัญหาของการงดอาหารเช้า คือมันจะทำให้คุณติดเป็นนิสัยในภายหลัง และหากคุณเกิดหิวขึ้นมาเพราะไม่ได้กินมื้อเช้า โดนัทในห้องเบรกซึ่งไม่ใช่อาหารเพื่อสุขภาพ ก็อาจจะทำให้คุณอดใจไม่ไหวได้

ช่วยให้ผิวพรรณดูสุขภาพดี
หลังจากนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ทั้งคืน ผิวของเราจะเป็นสิ่งแรกที่ดูดีที่สุดในตอนเช้า และถ้าคุณเป็นคนตื่นเช้าอยู่แล้ว คุณจะยิ่งสามารถใช้ประโยชน์จากเวลาที่มีในตอนเช้าดูแลบำรุงผิวเพิ่มเติมได้อีก เหมือนกันกับการมีเวลากินอาหารเช้านั่นเอง สำหรับคนที่ตื่นสายมักจะให้ความสำคัญกับการบำรุงผิวในตอนเช้าน้อยลง โดยคนที่ตื่นเช้าจะมีนิสัยการนอนหลับที่ดีคือไม่นอนดึก ซึ่งการนอนหลับอย่างเป็นเวลาเป็นประจำ จะให้ช่วยให้ผิวได้รับการฟื้นฟูที่เหมาะสม

มีเวลาในการออกกำลังกายมากขึ้น
เมื่อคุณได้ออกกำลังกายในตอนเช้า คุณจะค้นพบว่าการออกกำลังกายในตอนเช้า จะทำให้คุณมีพลังตลอดทั้งวัน

มีสมาธิดีขึ้น
การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการตื่นเช้า จะช่วยให้คุณมีสมาธิมากขึ้น โดยการตื่นเช้าไปทำงานหรือไปโรงเรียน จะทำให้คุณมีเวลาเหลือในการปรับสภาพตัวเองในแต่ละวัน ซึ่งมันจะช่วยให้คุณตื่นตัวอยู่เสมอ

เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
คนที่ประสบความสำเร็จ บอกว่า พวกเขาจะตื่นกันตั้งแต่ตี 5 หรือตื่นก่อนหน้านั้น โดยคนที่ตื่นแต่เช้ามักจะมีแนวโน้ม มีประสิทธิภาพในการทำงานหลากหลายประการ ประกอบด้วย

มีเวลามากขึ้นในการโฟกัสงานที่สำคัญ ในขณะที่คนอื่นกำลังหลับใหล นี่จึงหมายความว่าจะทำให้มีคนมาขัดจังหวะในการทำงานน้อยลง

สมองมักจะตื่นตัวมากที่สุดในตอนเช้า หากคุณสามารถโฟกัสในสิ่งที่ทำได้ โดยไม่หยุดชะงักในเช้าแต่ละวัน คุณก็จะทำงานได้มากขึ้นนั่นเอง

คุณมักตัดสินใจและมีความคิดที่ชัดเจนในตอนเช้า มากกว่าตอนบ่ายและตอนเย็น การตั้งเป้าหมายอย่างแรกเอาไว้ จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้

หากคุณสามารถจัดการกับการตื่นเช้าได้ คุณจะค้นพบว่าคุณมีพลังมากขึ้นตลอดทั้งวัน

ปรับเวลาในการนอน
พอร่างกายของคุณปรับการนอนได้เป็นเวลา จะทำให้มันง่ายมากขึ้นต่อการหลับ และการตื่นนอนในเวลาเดิม แต่หากคุณเข้านอนดึกและตื่นสายในสุดสัปดาห์ จะทำให้ยิ่งยากต่อการปรับสภาพร่างกายให้ตื่นในตอนเช้า

ได้เพลิดเพลินกับเวลาที่เงียบสงบ
ช่วยให้คุณเพลิดเพลินกับความเงียบสงบ และคุณจะพบว่าการเดินทางประจำวันของคุณมันง่ายขึ้น หากคุณออกจากบ้านเร็วขึ้น และคุณจะสามารถเอาชนะการจราจรที่ติดขัดทั้งหมดได้ นอกจากนี้คุณยังสามารถหลีกเลี่ยงการพูดคุยในออฟฟิศที่น่ารำคาญ เกี่ยวกับวันหยุดสุดสัปดาห์ได้อีกด้วย

สุขภาพทั่วไป

แก้อาการปวดหลังกับ 5 วิธีง่ายๆ

อาการปวดหลัง ถือเป็นอาการยอดฮิตที่หลายคนมักพบเจอ เพราะร้อยละ 80 ของร่างกายคนเราล้วนจะต้องเคยมีอาการปวดหลังอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ซึ่งหลายคนก็อาจจะเป็นมากกว่า 1 ครั้ง วันนี้เราจึงมาพูดกันด้วยเรื่องของอาการปวดหลังกับวิธีดูแลรักษาซึ่งจะช่วยแก้อาการปวดหลังได้อย่างเห็นผล มาดูกันว่าเมื่อคุณรู้สึกปวดหลังขึ้นมาจากการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม จะสามารถแก้ความปวดได้อย่างไรบ้าง

1. ไม่ดัดหรือบิดหลังส่วนล่าง

อาการปวดหลังมักจะทวีความรุนแรงมากขึ้น หากดัดหรือบิดหลังอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการดัดหรือบิดหลังส่วนล่าง จะยิ่งทำให้คุณรู้สึกปวดมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นควรพยายามตั้งลำตัวให้หลังอยู่ตำแหน่งที่เป็นธรรมชาติอยู่เสมอ อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงหลังจากตื่นนอน

2. ประคบร้อนช่วยได้

การประคบร้อนเป็นวิธีแก้ปวดหลังแบบคลาสสิคที่สามารถแก้ปัญหาปวดหลังได้ชะงัดนัก โดยจะทำให้เลือดบริเวณแผ่นหลังไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น และคลายกล้ามเนื้อจากอาการปวดเกร็ง สามารถทำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ครั้งละประมาณ 15-20 นาที

3. ยืดหลังเอาไว้ขณะไอหรือจาม

ในช่วงที่เราไอหรือจาม หลังของเรามักจะโก่งลง ซึ่งจะเพิ่มความรุนแรงของอาการปวดหลังมากขึ้น ดังนั้นเมื่อรู้ตัวว่าจะไอหรือจาม ควรยืดหลังเอาไว้ให้มากที่สุด หรือหาหมอนมากอดสักใบ จะดีต่อสุขภาพหลังมากยิ่งขึ้น

4. นอนตะแคงข้าง

การนอนตะแคงข้างถือเป็นท่ายอดฮิตสำหรับคนที่มีอาการปวดหลัง โดยการนอนท่านี้จะช่วยลดการกดทับบริเวณแผ่นหลังที่มีอาการปวดเกร็ง ซึ่งวิธีแนะนำในการนอนตะแคงข้างที่เหมาะสมนั้น ควรหาหมอนข้างมาก่ายบริเวณขาจะช่วยทำให้แนวกระดูกสันหลังอยู่ในสรีระที่เป็นเส้นตรงมากขึ้น

5. หลีกเลี่ยงการใส่ส้นสูง

สาวๆ ทั้งหลายที่เสพติดการใส่รองเท้าส้นสูง รู้หรือไม่ว่ายิ่งใส่บ่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้รู้สึกปวดหลังได้มากขึ้น เพราะส้นสูงสามารถเปลี่ยนตำแหน่งของกระดูกเชิงกรานและเพิ่มแรงกดทับของกระดูกสันหลังทำให้รู้สึกปวดเกร็งบริเวณแผ่นหลังนั่นเอง หากปล่อยไว้ก็จะส่งผลเสียกับกระดูกสันหลังในระยะยาวได้

นอกจากวิธีแก้ไขอาการปวดหลัง 5 ข้อที่กล่าวมาข้างต้นนี้แล้ว ก็ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ม้าร่องนั่งรองขาหากนั่งห้องน้ำเป็นเวลานานๆ หรือการนั่งเปลี่ยนท่าบ่อยๆ ไม่นั่งท่าเดิมนานเกินไป วิธีเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะช่วยทำให้คุณบอกลาปัญหาปวดหลังได้อย่างแน่นอน ลองเอาไปทำตามกันดูนะคะ

สุขภาพทั่วไป

สาเหตุของการเป็นโรคตับแข็งและอยู่ได้กี่ปี

โรคตับแข็งนั้นมีสาเหตุหลักๆคือ

การเกิดโรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี และสาเหตุที่เกิดโรคมีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่ส่งผลต่อการทำงานของตับและเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเป็นโรคตับแข็งนั้นมีสาเหตุสำคัญๆที่มักทำให้เกิดโรคตับแข็งนั้นมีอยู่ 3 สาเหตุ คือ

  • การดื่มสุราดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปต่อต่อกันนานหลายปี
  • เป็นโรคเรื้อรังจากการติดเชื้อของตับ โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบี และโรคไวรัสตับอักเสบซี
  • ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากแอลกอฮอล์ เช่น ภาวะไขมันพอกตับที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนหรือโรคเบาหวาน

ส่วนสาเหตุรองจาก 3 สาเหตุที่บอกไปนั้น มีสาเหตุอื่นๆที่สามารถทำให้เป็นโรคตับแข็งได้อีกคือ

การกินยาหรือรับประทานยาหรือสมุนไพรบางชนิดเป็นเวลานานๆ การได้รับสารพิษหรือสารเคมี การติดเชื้อปรสิต เกิดสภาวะหัวใจล้มเหลวฉียบพลันติดต่อกันหลายครั้งจนทำให้น้ำไหลเข้าสู้ตับ โรคทางพันธุ์กรรม เช่น โรคซีสติกไฟโบรซีส หรือโรคหลอดลมพอง (Cystic Fibrosis) โรคพันธุกรรมเมตาบอลิกที่ไม่สามารถสะสมไกลโคลเจนไว้เป็นพลังงานในร่างกายได้ (Glycogen Storage Diseases) ถุงลมโป่งพองจากการขาดอัลฟ่า-โรคที่ทำให้เกิดสภาวะท่อน้ำดีอุตตัน เช่น โรคบิลิอารีอะทรีเซีย (Biliary Atresia)

ในทารกแรกเกิดที่ไม่มีท่อน้ำดีตั้งแต่กำเนิด และโรคตับแข็งที่ไม่ทราบสาเหตุ ในทุกวัย โรคอื่นๆ เช่น โรควิลสัน (Wilson’s Disease) ที่มีความผิดปกติของตับที่มีการสะสมทองแดงมากเกินไป ภาวะเหล็กเกินหรือฮีโมโครมาโตซิส

โดยทั่วไปโรคตับแข็งในระยะแรกอาจจะไม่พบความผิดปกติในร่างกาย

แต่มีบางรายที่ครวจพบโรคตับแข็งในระหว่างที่ตรวจโรคประจำปีทั่วไป แพทย์จะมีการตรวจสอบเบื้อต้น อาการผิดปกติ หรือพฤติกรรมการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์ และตรวจร่างกายทั่วไปโดยการคลำดูขนาดและตำแหน่งของตับว่าปกติหรือไม่และเป็นการประเมินเพื่อที่ว่าจะให้มีการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมตามดุลพินิจของแพทย์อีกด้วย

สุขภาพ

โรคจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ โรคจากการทำงาน

ปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนมีชีวิตประจำวันมากขึ้น โดย 70-80 % ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์นานกว่า 2 ชั่วโมงติดต่อกันใน 1 วัน จะมีปัญหาทางตาเกิดขึ้นได้แก่

  • ตาแห้ง, น้ำตาไหล เนื่องจากการจ้องคอมพิวเตอร์ เป็นเวลานาน ทำให้การกระพริบตาลดลง การระเหยของน้ำตาเพิ่มขึ้น
  • ปวดเมื่อยตา, ล้าตา ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง
  • ตาพร่า, มองไกลไม่ชัด หรือต้องการเวลาในการโฟกัสภาพนานขึ้น
  • ปวดศีรษะ
  • ในเด็กจะส่งผลต่อสายตา ทำให้สายตาสั้นมากขึ้น ทำให้เกิดภาวะสายตาสั้นเทียม จากการเกร็งของกล้ามเนื้อในลูกตา

ข้อแนะนำ

  1. ใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือเท่าที่จำเป็น
  2. หมั่นทำความสะอาดหน้าจอ หน้าจอที่สกปรกหรือมีคราบมัน จะมีแสงกระจายมากทำให้ภาพไม่ชัด
  3. เครื่องคอมพิวเตอร์ควรตั้งให้ห่างจากตาของผู้ใช้มากกว่าระยะปกติที่ใช้ในการอ่านหนังสือเล็กน้อย
  4. ส่วนบนสุดของจอคอมพิวเตอร์ ควรอยู่ตรงกับระดับสายตา หรือต่ำกว่าเล็กน้อย
  5. เอกสารที่จะต้องใช้ดู ควรอยู่ใกล้กับจอภาพมากที่สุด เพื่อลดการเคลื่อนไหวของศีรษะและการกลอกตาไปมาให้น้อยที่สุด และตาจะได้ไม่ต้องปรับเปลี่ยนโฟกัสด้วย
  6. แสงไฟในบริเวณนั้นไม่ควรให้จ้ามาก ควรจัดให้เกิดเงาสะท้อนน้อยที่สุด ไม่ควรใช้สายตาจ้องคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือในที่มืด
  7. ควรมีการหยุดพักเป็นระยะ ๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายและตาเกิดการเมื่อยล้า ใช้คอมพิวเตอร์ 20 นาที หลับตา 20 วินาที ลืมตามองไปไกล 20 ฟุต
  8. การกระพริบตาบ่อย ๆ จะช่วยหล่อลื่นดวงตา ไม่ทำให้เกิดอาการตาแห้ง ถ้ายังไม่ดีขึ้น อาจใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเป็นครั้งคราว
  9. ควรใช้แว่นสายตาที่เหมาะสม จะช่วยให้สบายตาขึ้น ลดอาการปวดเมื่อยตา

ผู้ที่อายุมากกว่า40 ปี ที่ต้องใช้แว่นดูใกล้ในการอ่านหนังสือ แว่นตาที่เคยใช้ประจำอาจใช้ไม่ได้ เนื่องจากคอมพิวเตอร์อยู่ห่างกว่าและสูงกว่าระยะอ่านหนังสือปกติ ในผู้ที่ใช้ แว่นสองชั้น (Bifocals) อาจต้องทำให้ส่วนล่างซึ่งใช้ดูใกล้อยู่สูงกว่าเดิม

สุขภาพ

เมนูเติมพลังให้สตรองก่อนออกกำลังกาย

อาหารที่ควรกินก่อนออกกำลังกาย แน่นอนว่าต้องไม่ใช่อาหารมื้อหนัก แต่ก่อนออกกำลังกายควรกินอาหารประเภทไหน กินมากเท่าไร แล้วจะกินอะไรก่อนออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความสตรอง และเพื่อให้อาหารเหล่านั้นเข้าไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ หนุ่มสาวรักสุขภาพลองมาดูกันว่า ก่อนออกไปฟิตเฟิร์มสุขภาพ เราควรกินอะไรถึงจะดี

กินอะไรก่อนออกกำลังกาย 12 เมนูเติมพลังให้ร่างกายสตรอง

1. ดื่มน้ำให้พอ

เพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำจากการเสียเหงื่อ อย่างน้อย ๆ ควรดื่มน้ำให้ได้ประมาณ 300 มิลลิลิตร และควรเป็นการดื่มน้ำในลักษณะค่อย ๆ จิบ เพื่อป้องกันอาการจุก

2. โฮลเกรน โฮลวีท

คาร์โบไฮเดรตเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายควรได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตเพื่อให้มีแรงออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาร์โบไฮเดรตเหล่านั้นก็ควรเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอย่างธัญพืชไม่ขัดสี โฮลเกรน หรือขนมปังโฮลวีทสัก 2 แผ่น เป็นต้น

3. นมไขมันต่ำ โยเกิร์ต หรือซีเรียล

อาหารทั้งหมดนี้อุดมไปด้วยโปรตีนและกรดอะมิโนที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยเติมพลังงานให้ร่างกายมีแรงออกกำลังได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้ก็ควรเลือกกินนมสดไขมันต่ำ โยเกิร์ตไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย และซีเรียลที่ให้พลังงานต่ำกว่า 200 กิโลแคลอรี เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไปจนเบิร์นไม่หมดนะจ๊ะ

 

4. ไข่

ไข่เป็นแหล่งโปรตีนที่ร่างกายย่อยง่าย กินอร่อย และช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้อีกต่างหาก โดยก่อนออกกำลังกายสัก 2 ชั่วโมงควรรับประทานไข่ต้ม 1 ฟอง หรือจะเลือกกินแต่ไข่ขาวสัก 2 ฟองก็เลือกเอาที่สบายใจ

 

5. กาแฟ

คาเฟอีนเป็นตัวสำคัญในการปลุกความสดชื่นให้ร่างกาย และหากดื่มกาแฟดำสักแก้วก่อนออกกำลังกายก็เหมือนกับได้ปลุกพละกำลังให้อึดมากยิ่งขึ้น อีกทั้งคาเฟอีนในกาแฟยังช่วยลดความปวดล้าของกล้ามเนื้อไปพร้อมกัน ทว่าเมนูนี้ควรกินก่อนออกกำลังกายตอนเช้าเท่านั้นนะคะ เพราะหากดื่มกาแฟก่อนออกกำลังกายตอนเย็นคงตาค้างทั้งคืนแน่ ๆ

6. กล้วย

กล้วยเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม อีกทั้งยังมีคาร์โบไฮเดรตกลุ่มดูดซึมช้า จึงเป็นผลไม้ที่เหมาะจะรับประทานก่อนออกกำลังกาย เพราะคาร์โบไฮเดรตในกล้วยจะช่วยให้ร่างกายมีแรง ส่วนโพแทสเซียมก็จะเข้าไปเสริมให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้า งานนี้บอกเลยว่าออกกำลังกายไปได้ยาว ๆ เพราะกล้วยนี่ล่ะ

 

7. ข้าวโพดต้ม

คาร์โบไฮเดรตชนิดดีและย่อยง่ายอีกตัวหนึ่งสามารถหาได้จากข้าวโพดต้มถ้วยเล็ก ๆ นี่เลย โดยคาร์โบไฮเดรตในข้าวโพดต้มจะเปลี่ยนตัวเองเป็นพลังงานและน้ำตาลเพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ขณะออกกำลังกายนั่นเอง

 

8. แซลมอน

แซลมอนอุดมไปด้วยโปรตีน และกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่เป็นพลังงานชั้นยอดของร่างกาย อีกทั้งสารอาหารในแซลมอนยังมีส่วนกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญทำงานได้เต็มสูบมากขึ้น ดังนั้นแซลมอนจึงจัดเป็นอาหารที่ควรกินก่อนออกกำลังกายอย่างยิ่ง

 

9. ข้าวโอ๊ต

นับว่าเป็นเมนูที่กินก่อนออกกำลังกายจะเวิร์กมาก เพราะข้าวโอ๊ตอุดมไปทั้งคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน โปรตีน และวิตามินอีกสารพัด ทำให้กล้ามเนื้อมีแรงในการออกกำลังกาย แถมข้าวโอ๊ตยังมีไฟเบอร์สูง ช่วยชะลอการดูดซึมไขมันที่จะมาพอกพูนตรงหน้าท้องได้อีกด้วย

 

10. แตงโม

แตงโมเหมาะจะกินก่อนออกกำลังกายประมาณ 30-60 นาที โดยเฉพาะหากวันไหนไม่ได้กินอาหารประเภทแป้งก่อนออกกำลังกายราว 2-3 ชั่วโมง เนื่องจากแตงโมมีน้ำตาลฟรุกโตสที่จะเข้าไปทำหน้าที่แทนไกลโคเจนในตับซึ่งถูกร่างกายดึงไปใช้งานในระหว่างวันจนเหลืออยู่น้อย ไม่เพียงพอต่อการสร้างโปรตีนเลี้ยงกล้ามเนื้อ อีกทั้งเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลฟรุกโตสจากแตงโมก่อนออกกำลังกาย เราเองก็จะรู้สึกสดชื่น กล้ามเนื้อเองก็จะมีความอึดมากขึ้น ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าง่าย ๆ

11. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี

ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี ราสป์เบอร์รี เชอร์รี หรือบลูเบอร์รี ต่างก็เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีและน้ำตาลฟรุกโตสปริมาณสูง ซึ่งทั้งสองส่วนประกอบนี้ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี เหมาะที่จะถูกนำเข้าไปเติมเต็มเซลล์ในร่างกายและกล้ามเนื้อที่เหนื่อยล้าจากการออกแรงหลังออกกำลังกายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะส่วนไกลโคเจนในตับ หากได้รับน้ำตาลฟรุกโตสจากผลไม้เข้าไป ปริมาณไกลโคเจนในตับก็จะได้รับการเติมเต็ม หลังจากที่ถูกดึงไปใช้งานในช่วงที่ออกกำลังกาย ทำให้รู้สึกเหนื่อยน้อยลง

 

  • ทางที่ดีควรกินอาหารก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และเน้นกินอาหารเบา ๆ ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวอย่างแป้งขัดขาว อาหารไขมันสูง เพราะเป็นอาหารที่ย่อยยาก อาจอยู่ในกระเพาะอาหารนานราว ๆ 3-4 ชั่วโมงกว่าจะย่อยหมด ซึ่งอาจทำให้เกิดอาหารจุกระหว่างออกกำลังกายได้

นอกจากนี้ผักอย่างบรอกโคลีและถั่วก็ควรเลี่ยงด้วยเช่นกัน เพราะอาหารเหล่านี้มีแก๊สเยอะ อาจทำให้รู้สึกแน่นท้องจนออกกำลังกายด้วยความรู้สึกไม่สบายท้องได้

  • อาหารเหล่านี้จะช่วยเติมพลังให้ร่างกายมีความอึดในการออกกำลังกายมากขึ้น แต่ก็อย่าเผลอกินอาหารมากเกินไปจนแน่นท้องนะคะ ควรทานแต่พอดี ที่สำคัญควรรับประทานสัก 2 ชั่วโมงก่อนไปออกกำลังกาย จะได้ออกกำลังได้อย่างไร้อุปสรรคใด ๆ ทางร่างกายมาขัดขวาง
สุขภาพ

อากาศร้อนต้องระวัง ฮีตสโตรก อันตรายถึงชีวิต

 

อาการ

ภัยจากอากาศร้อนมีตั้งแต่อาการน้อยจนถึงอาการมาก ผู้ป่วยที่มีอาการน้อยได้แก่ คนไข้ที่มีอาการตั้งแต่การบวมเฉพาะปลายมือ ปลายเท้า คนไข้ที่ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เวียนหัว

ผู้ป่วยที่มีอาการมาก ได้แก่ กลุ่มคนไข้ที่มีอาการขาดน้ำจากการสูญเสียความร้อนเยอะ และอีกกลุ่มคือกลุ่มฮีทสโตรกหรือโรคลมแดด เป็นกลุ่มที่รุนแรงที่สุด

ฮีทสโตรกสามารถทำให้เสียชีวิตได้ ความร้ายแรงของฮีทสโตรก คือ ร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นจะทำให้ระบบในร่างกายทำงานผิดปกติไป โดยความผิดปกติเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ มึนศีรษะ ปวดศีรษะ อันนี้เป็นอาการเริ่มต้น หลังจากนั้น ถ้าเราไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ก็จะทำให้เกิดอาการฮีทสโตรก ก็จะมีอาการที่มีความรู้สึกตัวที่ผิดปกติไป อาจจะมีภาวะชัก หรือว่าการหมดสติจากการที่หัวใจเราเต้นผิดจังหวะได้ และสุดท้ายคือเสียชีวิตได้

สาเหตุ

 ฮีตสโตรกหรือโรคลมแดด เกิดจากภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงมากจนทำให้เกิดภาวะที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ โดยอาการของกลุ่มฮีทสโตรก ส่วนใหญ่มักจะเกิดในผู้ป่วยที่อยู่กลางแดดนาน ๆ และมีอุณหภูมิกายมากกว่า 40 องศาเซลเซียส ร่วมกับภาวะที่มีความรู้สึกตัวที่ผิดปกติไป เช่น อาจจะหมดสติหรือมีภาวะชักได้ ซึ่งจะแตกต่างจากกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นลมปกติ โดยที่ประวัติที่แตกต่างกันเลยคือ ผู้ป่วยที่เป็นลมปกติไม่ได้อยู่กลางแดด

สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรคลมแดด

1. อุณหภูมิที่สูง

2. ความชื้น ความชื้นที่สูงทำให้อากาศถ่ายเทไม่ดี ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นได้

3. ภาวะแรงลม ถ้าไม่มีลม ก็ไม่สามารถพัดความร้อนได้

กลุ่มเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะโรคลมแดด

1. กลุ่มที่ต้องทำงานอยู่กลางแจ้ง เช่น คนงานก่อสร้าง คนที่เป็นนักวิ่งมาราธอน

2. คนสูงอายุ กลุ่มเด็ก พวกนี้จะมีการสูญเสียความร้อนได้มากกว่ากลุ่มวัยรุ่นปกติ

3. คนไข้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ต้องใช้ยาโรคประจำตัว เช่น โรคพาร์กินสัน โรคความดันโลหิตสูง กลุ่มนี้ มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคลมแดดได้มากขึ้น

การปฐมพยาบาล

การปฐมพยาบาลกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคฮีทสโตรก อย่างแรกคือ ต้องดูว่าคนไข้มีภาวะความรู้สึกตัวที่ผิดปกติไปหรือเปล่า ถ้ามีภาวะความรู้สึกตัวที่ผิดปกติไป ให้ไปคลำชีพจรดูว่าการหายใจเขาผิดปกติหรือเปล่า ถ้ามีการหายใจที่ผิดปกติ ต้องทำ CPR และโทร 1669 เพื่อเรียกรถพยาบาลมารับผู้ป่วยไปโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว

ในกลุ่มผู้ป่วยที่ยังมีความรู้สึกตัวที่ปกติดีอยู่ ก็สามารถนำผู้ป่วยเข้ามาในที่ร่มได้ และให้ผู้ป่วยดื่มน้ำให้เยอะ ๆ และรีบลดอุณหภูมิกายโดยการใช้น้ำแข็ง หรือการใช้ cool blanket คือการใช้ผ้ายาง ใส่น้ำแข็งลงไป แล้วให้ผู้ป่วยนอนอยู่ในตรงนั้น ถ้ามีพัดลม สามารถเปิดพัดลมได้

ถ้าใช้เป็นผ้าชุบน้ำ ในคนไข้ที่เป็นโรคกลุ่มฮีทสโตรก มักจะไม่ค่อยได้ผล แต่สามารถใช้ได้ โดยการเช็ดตัวให้เช็ดตัวเหมือนผู้ป่วยที่เป็นไข้ คือเช็ดสวนขึ้นมาเข้าทางหัวใจ เช็ดทางเดียว และเปิดพัดลม

การป้องกัน

การดูแลตัวเองในหน้าร้อน คืออย่าไปอยู่กลางแจ้งให้นานเกินไป ถ้ามีร่มก็สามารถใช้ร่มได้ ดื่มน้ำให้มาก ๆ ทานน้ำแข็ง ทานไอศกรีม หรือถ้าอยู่ในบ้าน พยายามเปิดประตู หน้าต่าง อย่าอยู่ในที่อับ อย่าอยู่ในห้องปิด การอยู่ในห้องปิดจะทำให้อากาศถ่ายเทไม่ได้ แล้วเกิดความร้อนสะสม ทำให้เกิดฮีทสโตรกได้แม้อยู่ในบ้าน

ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว อย่าออกไปอยู่กลางแดดนานเกินไป ถ้าจำเป็นจริง ๆ ที่จะต้องออกไปอยู่กลางแจ้ง แนะนำว่าเราต้องหาเวลาเข้ามาอยู่ในที่ร่มบ้าง ถ้าเราอยู่กลางแดดนาน ๆ ก็จะเกิดฮีทสโตรกได้

ข้อควรระวังคือ อย่าทำให้ร่างกายขาดน้ำ เตรียมน้ำ ดื่มน้ำเยอะ ๆ อาจจะต้องเยอะกว่าในฤดูอื่น