ข่าวที่น่าสนใจ

เด็กอับอายเพราะครูเอาปมด้อยมาล้อจนไม่กล้าไปโรงเรียน

          มีเหตุกาณ์ที่มีการโพสต์ระบายออกมาจากชายคนหนึ่งผ่านทางเฟสบุ๊ก เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหลานชายของเขาที่ถูกครูที่โรงเรียนบลูลี่  เอาความเป็นคนพิการของเด็กมาล้อเลียนจนเด็กอายไม่กล้าไปโรงเรียน ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่จังหวัด ตรัง ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอ วังวิเศษ โดยเด็กที่ถูกครูบลูลี่นั้นเป็นเด็กชาย ขณะนี้เรียนอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่งอยู่ในระดับขั้น ม.2 แล้ว

โดยทางครอบครัวของเด็กเล่าว่า  เด็กชายที่ถูกครูบลูลี่นั้นเป็นลูกชาย ซึ่งเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมือวันที่ 20 เดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.2563 ที่ผ่านมานี้เอง โดยลูกชายเล่าว่า ในวันเกิดเรื่องนั้นเป็นช่วงที่ต้องเข้าเรียนวิชาดนตรี ซึ่งครูที่สอนวิชานี้เป็นครูผู้ชาย โดยตอนเกิดเรื่องเด็กเข้าห้องช้า ในตอนนั้นครูกำลังด่าเพื่อนอยู่สองคน

แต่เมื่อด่าเสร็จแล้วครูหันมาเห็นลูกชายของเธอ ครูก็หันมาพูดเรื่องของตาลูกชายของเธอว่าไอ้ตาเหล่   และมีการบ่นเกี่ยวกับตาของลูกชายเธออีกเล็กน้อย ซึ่งตอนที่บ่นเรืองตาของลูกชายเธอนั้นมีเด็กคนอื่นอยู่ในห้องอีกหลายคน สร้างความอับอายให้กับลูกชายของเธอมาก ซึ่งหลังจากกลับมาบ้านลูกชายก็เล่าเรื่องดังกล่าวให้เธอฟัง

และไม่ยอมไปโรงเรียนอีกเพราะอายเพื่อน กลัวว่าเพื่อนจะล้อ ซึ่งเมื่อต่อว่าไปทางโรงเรียนครูคนดังกล่าวได้มาขอโทษแล้วแต่ลูกชายของเธอยังคงไม่กล้าที่จะไปโรงเรียนอยู่ดี  ตอนนี้หยุดเรียนไปหนึ่งวันแล้วและวันจันทร์ก็ไม่รู้ว่าจะยอมไปเรียนอีกหรือไม่ ทำให้เธออยากฝากเรื่องดังกล่าวไปถึงคุณครูและคนอื่นๆทุกคนที่เห็นรูปร่าง ความพิการของคนอื่นแล้วนำมาล้อเลียนว่า หากถ้าที่สุดแล้วเมื่อมาขอโทษคำขอโทษจะช่วยอะไรได้หรือไม่ เพราะตอนนี้ถึงครูจะมาขอโทษลูกชายเธอแล้วก็จริง แต่เด็กเกิดปมในใจไปแล้ว

และทำให้เด็กอายจนไม่อยากไปเรียนแล้ว สิ่งนี้จะแก้ไขได้อย่างไรนอกจากคำว่าขอโทษ สำหรับเรื่องนี้ครอบครัวเด็กที่ถูกล้อนั้นไม่ได้อยากให้รับผิดชอบด้วยเอาเงินมาให้ แต่อยากให้เรืองนี้เป็นอุธาหรณ์ให้กับคนอื่นๆว่าการที่เอาปมด้อยของคนอื่นมาล้อเล่นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกตอ้งและไม่ควรทำ เพราะเมื่อคุณล้อเสร็จคุณอาจจะจบแต่คนที่โดนล้อ เขาอายไปแล้วและเกิดปมในใจไปแล้ว มันไม่สามารถลืมกันได้ง่ายๆ ซึ่งเด็กคนที่ถูกล้อนั้น สายตาไมได้มีปัญหาตั้งแต่เกิด แต่เพิ่งมามีปัญหาตอนอายุ 10 ขวบเพราะว่าถูกนกบินมาจิกตานั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย  เว็บหวยออนไลน์อันดับ1

ข่าวที่น่าสนใจ

ชายไลฟ์สดผ่าน facebook ขู่ฆ่าลูกเพื่อหวังให้เมียกลับมา

            จากกรณีที่มีข่าวเมื่อวันที่ 4 เดือนมิถุนายนปีพศ2563 จากการที่มีพลเมืองดีและมีการประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งให้ดำเนินคดีกับผู้ชายคนหนึ่งในข้อหาทารุณกรรมเด็กซึ่งพลเมืองดีได้มีการนำคลิปหลักฐานการไลฟ์สดของชายคนดังกล่าวในขณะที่กำลังทำร้ายเด็กอายุเพียงแค่ 3 ขวดเท่านั้นซึ่งจากการที่ดูจากในคลิปแล้วใจคนดังกล่าวทั้งทำร้ายทุบตีและนำมีดมาจี้ที่คอเด็ก

โดยมีการพูดจาข่มขู่ภรรยาซึ่งเป็นแม่ของเด็กซึ่งขนาดตอนนั้นยังทำงานอยู่ที่ประเทศพม่าโดยหวังว่าจะให้ภรรยาเดินทางกลับมาเมืองไทยแล้วมาอยู่ด้วยกันจากคลิปวีดีโอดังกล่าวนั้นเมื่อทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นจึงได้มีการประสานงานไปยังบริเวณที่คาดว่าคนร้ายน่าจะทำการไลฟ์สดแต่เนื่องจากคนร้ายนั้นไหวตัวทันจึงได้พาลูกชายวัย 3 ขวบนะหนีไป

อย่างไรก็ตามในที่สุดวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถควบคุมตัวชายคนดังกล่าวได้โดยชายคนดังกล่าวนั้นชื่อว่านายนพสิทธิ์เป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเขาได้ดูแลลูกชายวัย 3 ขวบปกติแล้วเขาจะทำอาชีพรับจ้างทั่วไปแต่ในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโคโรน่าทำให้เขาตกงานและไม่มีเงินดังนั้นเขาจึงได้มีการติดต่อไปยังเมียเก่าของเขา

ซึ่งทำงานอยู่ที่ประเทศพม่าให้เดินทางกลับมาที่เมืองไทยและมีการข่มขู่ให้เมียเก่านั้นยังกลับมาคบกันเหมือนเดิมแต่เนื่องจากเมียของเขานั้นตอนนี้ทำงานอยู่ต่างประเทศและได้เลิกรากับสามีคนนี้มานานแล้วและไม่อยากที่จะมาคบกับสามีคนนี้อีกเธอจะได้ปฏิเสธออกไปทำให้นายนพสิทธิ์นั้นโมโหจึงได้มีการไลฟ์สดให้อดีตภรรยาดูเลยมีการทุบตีลูกวัย 3 ขวบพร้อมทั้งเอามีดมาจี้ที่คอลูกที่จะให้ภรรยานั้นสงสารลูกแล้วใจอ่อนแล้ว

ยอมกลับมายังไงก็ตามในที่สุดทางเจ้าหน้าที่ก็สามารถนำตัวนายอภิสิทธิ์ได้ซึ่งในรถสิทธิ์นั้นได้เดินทางไปยังอีกอำเภอหนึ่งเพื่อไปอยู่กับเพื่อนดังนั้นเมื่อทางเจ้าหน้าที่ได้รับทราบจากสายสืบจึงได้นำหมายจับเข้าไปทำการค้นบ้านเพื่อนของนายอภิสิทธิ์และสามารถจับกุมตัวนายอภิสิทธิ์ได้เพื่อมาดำเนินคดีอย่างไรก็ตามนายอภิสิทธิ์ไม่ยอมให้ข้อมูลใดๆทั้งสิ้น

โดยพูดแต่ว่าจะไปขอพูดในชั้นศาลเพียงเท่านั้นส่วนลูกชายวัย 3 ขวบของนายอภิสิทธิ์นั้นตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการประสานงานกับทาง  พม. หรือที่เรารู้จักกันในนามสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้นำตัวเด็กชายวัย 3 ขวบลูกชายของนายนพสิทธิ์ไปดูแลเป็นการชั่วคราวก่อนและประสานงานให้มารดาที่อยู่ประเทศพม่ามารับตัวเด็กชายวัย 3 ขวบอีกที

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย    ซื้อหวยออนไลน์ เว็บไหนดี

ข่าวที่น่าสนใจ

อวสานร้านทุเรียน ติดป้ายไม่ตรงราคาขาย พานิชย์จังหวัดจับปรับแล้ว

          มีการออกมาแฉเกี่ยวกับร้านทุเรียนที่ขายไม่ตรงกับราคาที่ติดป้ายเอาไว้ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อหญิงสาวคนหนึ่งเธอได้ขับรถไปทางเส้นถนนแถวบายพาสจังหวัดนครราชสีมาซึ่งเธอระบุว่าเธอขับรถมาตามถนนและเมื่อมองสองข้างทางก็พบว่ามีร้านที่เปิดขายทุเรียนข้างถนนเป็นจำนวนมากซึ่งมีอยู่ 1 ร้านมีการติดป้ายเอาไว้ว่าทุเรียน 80 บาท

ทำให้เธอเข้าใจว่าร้านดังกล่าวนั้นขายทุเรียนในราคาเพียงกิโลแค่ 80 บาทเท่านั้นเธอจึงได้มีการขับรถเข้าไปจอดเพื่อทำการจัดซื้อทุเรียนเมื่อไปถึงหน้าร้านเธอก็ถามแม่ค้าเกี่ยวกับทุเรียนว่ามีกองไหนที่ขายลูกละ 80 บาทซึ่งแม่ค้ายืนยันว่าไม่มีพร้อมทั้งแจ้งราคาของทุเรียนให้ทราบซึ่งมีแต่กล่องละ 150 บาทขึ้นไปทั้งนั้นเธอจะได้ถามถึงป้ายหน้าร้านที่มีประกาศเอาไว้ว่าทุเรียน 80 บาทซึ่งทางแม่ค้าได้บอกว่านั่นไม่ใช่ราคาของทุเรียนแต่เป็นชื่อร้าน โดยทางแม่ค้าขายทุเรียนระบุว่าร้านของเธอนั้นชื่อว่าร้านทุเรียน 80 บาท

แต่แม่ค้าไม่ได้ขายทุเรียนในราคา 80 บาทแน่นอนทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจที่แม่ค้าติดป้ายประกาศเอาไว้ไม่ตรงกับราคาที่ขายจริงเธอจึงได้เข้ามาโพสต์เรื่องราวสอบถามว่ามีใครเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเธอบ้างหรือไม่ซึ่งหลังจากที่หญิงสาวได้มีการโพสต์เรื่องราวนี้ออกไปเรื่องก็มีการถูกแชร์กันเป็นวงกว้างจนในที่สุดก็ทำให้พาณิชย์ของจังหวัดนครราชสีมา

ได้ลงไปตรวจสอบพื้นที่ตรงบริเวณที่มีการแชร์สถานที่เกี่ยวกับเรื่องของการโดนโกงค่าทุเรียนและเมื่อไปถึงก็พบร้านดังกล่าวจึงได้มีการสั่งดำเนินการปรับเจ้าของร้านที่ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องกับลูกค้ารวมถึงยังมีการตรวจสอบเกี่ยวกับตาชั่งพบว่าการช่างก็ไม่ได้มาตรฐานจึงได้ปรับเรื่องของตาชั่งอีกซึ่งทำให้ทางร้านขายทุเรียนถูกพาณิชย์จังหวัดเรียกเก็บค่าปรับเป็นยอดเงินถึง 5,000 บาทเลยทีเดียว

ทั้งนี้ทางพาณิชย์จังหวัดได้มีการประกาศให้กับทางผู้บริโภคของจังหวัดทราบว่าหากประชาชนคนไหนได้รับการขายของที่ไม่เป็นธรรมก็สามารถที่จะมีการโทรแจ้งให้ภายในเข้าไปตรวจสอบได้ซึ่งมีการระบุหมายเลขติดต่อกลับของจังหวัดนครราชสีมาเอาไว้เป็นเบอร์ 044 267 985 หรือถ้าจะแจ้งเป็นสายด่วนก็ให้โทรเข้าไปที่เบอร์ 1569

ซึ่งที่นี่จะเป็นเบอร์ที่รับร้องทุกข์เกี่ยวกับเรื่องของผู้ประกอบการขายของไม่ตรงกับป้ายที่แสดงราคา  เหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้ร้านขายทุเรียนในละแวกเดียวกันต้องเดือดร้อนไปด้วยเพราะมีการตรวจจับเรื่องตราชั่งไม่ได้มาตรฐานหลายร้านเลยทีเดียว

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  วิธีเล่นหวยยี่กีให้ได้กำไร

ข่าวที่น่าสนใจ

พนักงานแกร็บรุ่นใหญ่วัย 60 ปี

      เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจที่เจ้าของร้านอาหารซูชิได้มีการโพสต์เอาไว้เพื่อให้หลายๆคนได้เห็นถึงการสู้ชีวิตของหญิงชายคู่หนึ่งซึ่งมีอายุมากถึง 60 ปีแล้วแต่ทั้งคู่ก็ยังไม่ย่อท้อต่อชีวิตยังคงทำงานหาเลี้ยงตนเองโดยเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 เดือนพฤษภาคมปีพศ 2563 ซึ่งเจ้าของร้านซูชิได้มีการให้สัมภาษณ์กับนักข่าวถึงข้อความที่มีการโพสต์และแชร์ต่อๆกันมาเกี่ยวกับความน่ารักของคุณปู่และคุณย่าคู่หนึ่ง

ซึ่งทำอาชีพเป็นพนักงาน Grab food เลยเขาบอกว่าตัวร้านค้าของเขาเองนั้นได้มีการผูกเป็นสมาชิกกับทาง Grab food เอาไว้ซึ่งมีคนตาท่านหนึ่งอายุ 60 ปีได้เดินเข้ามาในร้านแล้วได้สั่งออเดอร์เมื่อตนทำ Order ส่งให้จึงได้มีการพูดคุยกับคุณตาจึงทำให้ทราบว่าคุณตานั้นทำหน้าที่เป็นคนขับรถส่งอาหารของ Grab Food

โดยจะต้องนำภรรยานั่งซ้อนท้ายไปด้วยทุกครั้งเพื่อเป็นคนถือกระเป๋าใส่อาหารให้คุณตาจะหาที่อยู่ของลูกค้าจาก google maps ซึ่งคุณตาสามารถแสดงให้เห็นการใช้งานอย่างชำนาญการมากโดยเขารู้สึกว่าคนที่อายุมากขนาดนี้แล้วสมควรที่จะได้พักผ่อนอยู่บ้านแต่ยังต้องออกมาทำงานเมื่อมีการพูดคุยกันคุณตาก็บอกเขาว่าเขานั้นยังทำงานไหวและอายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น

ซึ่งทำให้เขารู้สึกประทับใจต่อการไม่ย่อท้อต่อชีวิตของตายายคู่นี้เป็นอย่างมากจึงอยากนำเรื่องราวความน่ารักของตายายคู่นี้มาลงให้คนอื่นได้เห็นภาพน่ารักๆนี้เหมือนกันจึงได้มีการถ่ายรูปเอาไว้แล้วไปโพสต์ลงใน Facebook และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้คนใน Facebook ได้อ่านกันซึ่งหลังจากที่มีคนเข้ามาอ่านแล้วต่างก็อมยิ้มกับความน่ารักของตายายคู่นี้รวมถึงได้มีการแชร์ต่อๆกันไปจนเป็นข่าวโด่งดังใหญ่โต

         สำหรับเรื่องราวที่สร้างความประทับใจในครั้งนี้อาจจะไม่ใช่เพราะว่าตายายคู่นี้ยังคงทำงานอยู่เพราะที่จริงแล้วในปัจจุบันนี้ผู้สูงอายุหลายคนก็ยังต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเองแต่พี่น่าประทับใจก็คือตาและยายคู่นี้ประกอบอาชีพด้วยกันพวกเขาไปไหนไปด้วยกันและไม่ทิ้งกันไปไหนเป็นคู่ที่น่ารักซึ่งใครเห็นก็รู้สึกประทับใจอีกทั้งคุณตา

ยังสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อนำมาใช้ในการประกอบอาชีพให้มีรายได้เลี้ยงตนเองได้อีกด้วยและนี่คือสิ่งที่น่าประทับใจที่หลายคนควรจะเอาเยี่ยงอย่างคุณตาคุณยายคู่นี้  เพราะเราคงจะไม่ค่อยเห็นความน่ารักแบบนี้บ่อยกันมากนัก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยฮานอย

ข่าวที่น่าสนใจ

เจ้าอาวาสวัดดังในจังหวัดกาญจนบุรี ถูกตำรวจบุกจับคาหนังคาเขา

            เมื่อวันที่ 10 เดือนมิถุนายนปีพศ2563 ที่ผ่านมาทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการนำกำลังบุกเข้าวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีโดยเดินทางไปที่กุฏิของเจ้าอาวาสของวัดดังกล่าวซึ่งเมื่อมีการเปิดประตูเข้าไปภายในกุฏิของเจ้าอาวาสนั้นก็พบว่าทางเจ้าอาวาสกำลังเสพเมถุนกับหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ภายในกุฏิ ซึ่งในที่สุดแล้วทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เชิญตัวเจ้าอาวาสไปทำการสึกสิ้นสุดการเป็นพระสงฆ์

โดยเหตุการณ์ที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องบุกเข้ามาภายในวัดของจังหวัดกาญจนบุรีในครั้งนี้ก็เนื่องจากว่าได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านเกี่ยวกับพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของเจ้าอาวาสคนดังกล่าวโดยหลายคนร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องของเจ้าอาวาสนั้นมีพฤติกรรมด้วยการพาหญิงสาวเข้ามาหลับนอนด้วยภายในวัดส่วนสาเหตุที่เป็นจุดเริ่มต้นของการที่มีการร้องเรียนในครั้งนี้เกิดขึ้น

เมื่อตั้งแต่ช่วงปีที่แล้วเมื่อมีชายคนหนึ่งพบความผิดปกติของภรรยาของตัวเขาเองว่าต้องการที่จะเดินทางมาที่วัดดังกล่าวทุกครั้งที่มีช่วงเทศกาลการทำบุญโดยเขาบอกว่าภรรยาของเขานั้นเน้นเฉพาะการมาทำบุญที่วัดแห่งนี้มากจนเกินไปซึ่งเคยถามลูกสาวที่เดินทางไปพร้อมกับแม่ของเขาในการไปทำบุญแล้วว่าไปทำอะไรกันบ้างโดยลูกสาววัย 14 ปี

ได้ให้ข้อมูลกับพ่อว่าส่วนใหญ่แล้วแม่ของเธอนั้นจะเข้าไปอยู่ในห้องกับเจ้าอาวาสกันสองต่อสองโดยปล่อยให้ลูกสาวนั่งรออยู่บริเวณหน้าห้องหลังจากนั้นเมื่อผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมงแม่กับเจ้าอาวาสก็จะเดินออกมาจากห้องและทุกครั้งที่แม่ของเธอนั้นเดินทางมาที่วัดแห่งนี้ก็จะเป็นแบบนี้ทุกครั้งทำให้สามีนั้นสงสัยในตัวภรรยาจึงได้คอยบอกให้ลูกนั้นคอยเฝ้าจับตามองการกระทำของแม่กับทางเจ้าอาวาสจนในที่สุดนั้น สามีของหญิงสาวคนดังกล่าวก็สามารถจับได้ว่าภรรยาของเขานั้นมีพฤติกรรมเชิงชู้สาวกับเจ้าอาวาสคน

ดังกล่าวซึ่งต่อมาทราบชื่อว่า พระครูสรรเสริญ  โดยสามีของหญิงสาวคนดังกล่าวได้เราถึงความเป็นมาว่าภรรยาของเขานั้นไปทำบุญที่จังหวัดราชบุรีและได้ไปบังเอิญไปพบกับเจ้าอาวาสพระคุณสรรเสริญหลังจากนั้นทางด้านเจ้าอาวาสก็ได้มีการชักชวนให้ภรรยาของเขานั้นไปทำบุญที่จังหวัดกาญจนบุรีและนับตั้งแต่ภรรยาของเขาไปทำบุญที่นั่น

ก็ไม่เคยไปทำบุญที่อื่นอีกเลยโดยทุกเทศกาลก็จะต้องไปทำบุญที่จังหวัดกาญจนบุรีและต้องไปที่วัดแห่งนี้แห่งเดียวเท่านั้นจึงทำให้เขานั้นเกิดความรู้สึกสงสัยและเมื่อเคยค้นกระเป๋าของภรรยาก็พบว่ามีการพกถุงยางอนามัยจึงทำให้มั่นใจว่าภรรยาของเขานั้นนอกใจแน่นอนจึงทำเรื่องร้องเรียนไปยังองค์กรที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องของพระพุทธศาสนาจนมาเป็นที่มาของการจับกุมในครั้งนี้

 

สนับสนุนโดย  ขายหวยออนไลน์