สุขภาพทั่วไป

แก้อาการปวดหลังกับ 5 วิธีง่ายๆ

อาการปวดหลัง ถือเป็นอาการยอดฮิตที่หลายคนมักพบเจอ เพราะร้อยละ 80 ของร่างกายคนเราล้วนจะต้องเคยมีอาการปวดหลังอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ซึ่งหลายคนก็อาจจะเป็นมากกว่า 1 ครั้ง วันนี้เราจึงมาพูดกันด้วยเรื่องของอาการปวดหลังกับวิธีดูแลรักษาซึ่งจะช่วยแก้อาการปวดหลังได้อย่างเห็นผล มาดูกันว่าเมื่อคุณรู้สึกปวดหลังขึ้นมาจากการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม จะสามารถแก้ความปวดได้อย่างไรบ้าง

1. ไม่ดัดหรือบิดหลังส่วนล่าง

อาการปวดหลังมักจะทวีความรุนแรงมากขึ้น หากดัดหรือบิดหลังอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการดัดหรือบิดหลังส่วนล่าง จะยิ่งทำให้คุณรู้สึกปวดมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นควรพยายามตั้งลำตัวให้หลังอยู่ตำแหน่งที่เป็นธรรมชาติอยู่เสมอ อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงหลังจากตื่นนอน

2. ประคบร้อนช่วยได้

การประคบร้อนเป็นวิธีแก้ปวดหลังแบบคลาสสิคที่สามารถแก้ปัญหาปวดหลังได้ชะงัดนัก โดยจะทำให้เลือดบริเวณแผ่นหลังไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น และคลายกล้ามเนื้อจากอาการปวดเกร็ง สามารถทำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ครั้งละประมาณ 15-20 นาที

3. ยืดหลังเอาไว้ขณะไอหรือจาม

ในช่วงที่เราไอหรือจาม หลังของเรามักจะโก่งลง ซึ่งจะเพิ่มความรุนแรงของอาการปวดหลังมากขึ้น ดังนั้นเมื่อรู้ตัวว่าจะไอหรือจาม ควรยืดหลังเอาไว้ให้มากที่สุด หรือหาหมอนมากอดสักใบ จะดีต่อสุขภาพหลังมากยิ่งขึ้น

4. นอนตะแคงข้าง

การนอนตะแคงข้างถือเป็นท่ายอดฮิตสำหรับคนที่มีอาการปวดหลัง โดยการนอนท่านี้จะช่วยลดการกดทับบริเวณแผ่นหลังที่มีอาการปวดเกร็ง ซึ่งวิธีแนะนำในการนอนตะแคงข้างที่เหมาะสมนั้น ควรหาหมอนข้างมาก่ายบริเวณขาจะช่วยทำให้แนวกระดูกสันหลังอยู่ในสรีระที่เป็นเส้นตรงมากขึ้น

5. หลีกเลี่ยงการใส่ส้นสูง

สาวๆ ทั้งหลายที่เสพติดการใส่รองเท้าส้นสูง รู้หรือไม่ว่ายิ่งใส่บ่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้รู้สึกปวดหลังได้มากขึ้น เพราะส้นสูงสามารถเปลี่ยนตำแหน่งของกระดูกเชิงกรานและเพิ่มแรงกดทับของกระดูกสันหลังทำให้รู้สึกปวดเกร็งบริเวณแผ่นหลังนั่นเอง หากปล่อยไว้ก็จะส่งผลเสียกับกระดูกสันหลังในระยะยาวได้

นอกจากวิธีแก้ไขอาการปวดหลัง 5 ข้อที่กล่าวมาข้างต้นนี้แล้ว ก็ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ม้าร่องนั่งรองขาหากนั่งห้องน้ำเป็นเวลานานๆ หรือการนั่งเปลี่ยนท่าบ่อยๆ ไม่นั่งท่าเดิมนานเกินไป วิธีเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะช่วยทำให้คุณบอกลาปัญหาปวดหลังได้อย่างแน่นอน ลองเอาไปทำตามกันดูนะคะ

สุขภาพทั่วไป

สาเหตุของการเป็นโรคตับแข็งและอยู่ได้กี่ปี

โรคตับแข็งนั้นมีสาเหตุหลักๆคือ

การเกิดโรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี และสาเหตุที่เกิดโรคมีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่ส่งผลต่อการทำงานของตับและเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเป็นโรคตับแข็งนั้นมีสาเหตุสำคัญๆที่มักทำให้เกิดโรคตับแข็งนั้นมีอยู่ 3 สาเหตุ คือ

  • การดื่มสุราดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปต่อต่อกันนานหลายปี
  • เป็นโรคเรื้อรังจากการติดเชื้อของตับ โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบี และโรคไวรัสตับอักเสบซี
  • ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากแอลกอฮอล์ เช่น ภาวะไขมันพอกตับที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนหรือโรคเบาหวาน

ส่วนสาเหตุรองจาก 3 สาเหตุที่บอกไปนั้น มีสาเหตุอื่นๆที่สามารถทำให้เป็นโรคตับแข็งได้อีกคือ

การกินยาหรือรับประทานยาหรือสมุนไพรบางชนิดเป็นเวลานานๆ การได้รับสารพิษหรือสารเคมี การติดเชื้อปรสิต เกิดสภาวะหัวใจล้มเหลวฉียบพลันติดต่อกันหลายครั้งจนทำให้น้ำไหลเข้าสู้ตับ โรคทางพันธุ์กรรม เช่น โรคซีสติกไฟโบรซีส หรือโรคหลอดลมพอง (Cystic Fibrosis) โรคพันธุกรรมเมตาบอลิกที่ไม่สามารถสะสมไกลโคลเจนไว้เป็นพลังงานในร่างกายได้ (Glycogen Storage Diseases) ถุงลมโป่งพองจากการขาดอัลฟ่า-โรคที่ทำให้เกิดสภาวะท่อน้ำดีอุตตัน เช่น โรคบิลิอารีอะทรีเซีย (Biliary Atresia)

ในทารกแรกเกิดที่ไม่มีท่อน้ำดีตั้งแต่กำเนิด และโรคตับแข็งที่ไม่ทราบสาเหตุ ในทุกวัย โรคอื่นๆ เช่น โรควิลสัน (Wilson’s Disease) ที่มีความผิดปกติของตับที่มีการสะสมทองแดงมากเกินไป ภาวะเหล็กเกินหรือฮีโมโครมาโตซิส

โดยทั่วไปโรคตับแข็งในระยะแรกอาจจะไม่พบความผิดปกติในร่างกาย

แต่มีบางรายที่ครวจพบโรคตับแข็งในระหว่างที่ตรวจโรคประจำปีทั่วไป แพทย์จะมีการตรวจสอบเบื้อต้น อาการผิดปกติ หรือพฤติกรรมการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์ และตรวจร่างกายทั่วไปโดยการคลำดูขนาดและตำแหน่งของตับว่าปกติหรือไม่และเป็นการประเมินเพื่อที่ว่าจะให้มีการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมตามดุลพินิจของแพทย์อีกด้วย