สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

นอนไม่หลับอาจเพราะทานสิ่งเหล่านี้เข้าไป

ปัญหานอนไม่หลับนอกเหนือจากความเครียดที่สะสม หรือบรรยากาศรอบๆ ข้างที่อาจจะส่งผลกระทบให้เรานอนไม่หลับหรือมีผลต่อการนอนของเราแล้ว สิ่งที่เราทานเข้าไปก่อนนอนก็อาจจะมีผลต่อการนอนหลับของเรา มาสำรวจกันสักหน่อยดีกว่าว่าอาหาร และยาที่เราได้ทานเข้าไปก่อนนอน จะมีส่วนทำให้เรานอนไม่หลับหรือไม่

อาหาร

  1. คาเฟอีน ที่มาจาก ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ควรงดดื่มก่อนเข้านอนอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง
  2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งเหล้า เบียร์ วิสกี้ ไวน์ รวมไปถึงยาน้ำที่ผสมแอลกอฮอล์ บางคนอาจจะคิดว่าการดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยให้เราง่วง หลับสบาย แต่ความจริงแล้ว อาจไม่ใช่เสมอไป และต่อให้หลับได้ก็ไม่ได้หลับแบบมีคุณภาพ ยิ่งถ้าเมามากๆ มีสิทธิ์เมาค้างทรมานได้ง่ายๆ

ยา

  1. ยากระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยาที่ทำให้จมูกโล่ง รวมไปถึงยาเส้นในบุหรี่
  2. ยากดความอยากอาหาร หรือยาจำพวกยาลดความอ้วน นอกจากทำให้นอนไม่หลับแล้ว ยังอาจมีอาการข้างเคียงที่เป็นอันตรายอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ประสาทหลอน หงุดหงิดง่าย ใจสั่น
  3. ยาขยายหลอดลม ยาสเตียรอยด์ อาจจะมีผลข้างเคียงในบางราย เช่น มือสั่น ใจสั่น ปวดศีรษะ เหน็บชา หรือคลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น
  4. ยาต้านซึมเศร้าบางชนิด ยาขับปัสสาวะ ยาเบต้าบล็อกเกอร์บางชนิด อาจมีผลข้างเคียงทำให้นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาหารไม่ย่อยได้เช่นกัน

ในกรณีเป็นอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน และแอลกอฮอล์ก่อนเวลาเข้านอน 4-6 ชั่วโมง ส่วนยาที่ทานอยู่ หากสงสัยว่ามีผลข้างเคียงทำให้นอนไม่หลับหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร แพทย์โดยอาจพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ตัวยาที่ดีกว่า หรือให้ผลข้างเคียงน้อยกว่ามาให้แทน

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

‘ตื่นเช้า’ ได้ประโยชน์อย่างไร

ได้กินอาหารเช้าที่ดีต่อสุขภาพ
คนที่ตื่นเช้ามักจะได้กินอาหารเช้า ในขณะที่คนตื่นสายจะเร่งรีบออกจากบ้าน และกินของที่สะดวกรวดเร็ว ซึ่งไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ หรือบางทีก็ข้ามการกินมื้อเช้าไปเลย โดยปัญหาของการงดอาหารเช้า คือมันจะทำให้คุณติดเป็นนิสัยในภายหลัง และหากคุณเกิดหิวขึ้นมาเพราะไม่ได้กินมื้อเช้า โดนัทในห้องเบรกซึ่งไม่ใช่อาหารเพื่อสุขภาพ ก็อาจจะทำให้คุณอดใจไม่ไหวได้

ช่วยให้ผิวพรรณดูสุขภาพดี
หลังจากนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ทั้งคืน ผิวของเราจะเป็นสิ่งแรกที่ดูดีที่สุดในตอนเช้า และถ้าคุณเป็นคนตื่นเช้าอยู่แล้ว คุณจะยิ่งสามารถใช้ประโยชน์จากเวลาที่มีในตอนเช้าดูแลบำรุงผิวเพิ่มเติมได้อีก เหมือนกันกับการมีเวลากินอาหารเช้านั่นเอง สำหรับคนที่ตื่นสายมักจะให้ความสำคัญกับการบำรุงผิวในตอนเช้าน้อยลง โดยคนที่ตื่นเช้าจะมีนิสัยการนอนหลับที่ดีคือไม่นอนดึก ซึ่งการนอนหลับอย่างเป็นเวลาเป็นประจำ จะให้ช่วยให้ผิวได้รับการฟื้นฟูที่เหมาะสม

มีเวลาในการออกกำลังกายมากขึ้น
เมื่อคุณได้ออกกำลังกายในตอนเช้า คุณจะค้นพบว่าการออกกำลังกายในตอนเช้า จะทำให้คุณมีพลังตลอดทั้งวัน

มีสมาธิดีขึ้น
การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการตื่นเช้า จะช่วยให้คุณมีสมาธิมากขึ้น โดยการตื่นเช้าไปทำงานหรือไปโรงเรียน จะทำให้คุณมีเวลาเหลือในการปรับสภาพตัวเองในแต่ละวัน ซึ่งมันจะช่วยให้คุณตื่นตัวอยู่เสมอ

เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
คนที่ประสบความสำเร็จ บอกว่า พวกเขาจะตื่นกันตั้งแต่ตี 5 หรือตื่นก่อนหน้านั้น โดยคนที่ตื่นแต่เช้ามักจะมีแนวโน้ม มีประสิทธิภาพในการทำงานหลากหลายประการ ประกอบด้วย

มีเวลามากขึ้นในการโฟกัสงานที่สำคัญ ในขณะที่คนอื่นกำลังหลับใหล นี่จึงหมายความว่าจะทำให้มีคนมาขัดจังหวะในการทำงานน้อยลง

สมองมักจะตื่นตัวมากที่สุดในตอนเช้า หากคุณสามารถโฟกัสในสิ่งที่ทำได้ โดยไม่หยุดชะงักในเช้าแต่ละวัน คุณก็จะทำงานได้มากขึ้นนั่นเอง

คุณมักตัดสินใจและมีความคิดที่ชัดเจนในตอนเช้า มากกว่าตอนบ่ายและตอนเย็น การตั้งเป้าหมายอย่างแรกเอาไว้ จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้

หากคุณสามารถจัดการกับการตื่นเช้าได้ คุณจะค้นพบว่าคุณมีพลังมากขึ้นตลอดทั้งวัน

ปรับเวลาในการนอน
พอร่างกายของคุณปรับการนอนได้เป็นเวลา จะทำให้มันง่ายมากขึ้นต่อการหลับ และการตื่นนอนในเวลาเดิม แต่หากคุณเข้านอนดึกและตื่นสายในสุดสัปดาห์ จะทำให้ยิ่งยากต่อการปรับสภาพร่างกายให้ตื่นในตอนเช้า

ได้เพลิดเพลินกับเวลาที่เงียบสงบ
ช่วยให้คุณเพลิดเพลินกับความเงียบสงบ และคุณจะพบว่าการเดินทางประจำวันของคุณมันง่ายขึ้น หากคุณออกจากบ้านเร็วขึ้น และคุณจะสามารถเอาชนะการจราจรที่ติดขัดทั้งหมดได้ นอกจากนี้คุณยังสามารถหลีกเลี่ยงการพูดคุยในออฟฟิศที่น่ารำคาญ เกี่ยวกับวันหยุดสุดสัปดาห์ได้อีกด้วย

สุขภาพทั่วไป

แก้อาการปวดหลังกับ 5 วิธีง่ายๆ

อาการปวดหลัง ถือเป็นอาการยอดฮิตที่หลายคนมักพบเจอ เพราะร้อยละ 80 ของร่างกายคนเราล้วนจะต้องเคยมีอาการปวดหลังอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ซึ่งหลายคนก็อาจจะเป็นมากกว่า 1 ครั้ง วันนี้เราจึงมาพูดกันด้วยเรื่องของอาการปวดหลังกับวิธีดูแลรักษาซึ่งจะช่วยแก้อาการปวดหลังได้อย่างเห็นผล มาดูกันว่าเมื่อคุณรู้สึกปวดหลังขึ้นมาจากการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม จะสามารถแก้ความปวดได้อย่างไรบ้าง

1. ไม่ดัดหรือบิดหลังส่วนล่าง

อาการปวดหลังมักจะทวีความรุนแรงมากขึ้น หากดัดหรือบิดหลังอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการดัดหรือบิดหลังส่วนล่าง จะยิ่งทำให้คุณรู้สึกปวดมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นควรพยายามตั้งลำตัวให้หลังอยู่ตำแหน่งที่เป็นธรรมชาติอยู่เสมอ อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงหลังจากตื่นนอน

2. ประคบร้อนช่วยได้

การประคบร้อนเป็นวิธีแก้ปวดหลังแบบคลาสสิคที่สามารถแก้ปัญหาปวดหลังได้ชะงัดนัก โดยจะทำให้เลือดบริเวณแผ่นหลังไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น และคลายกล้ามเนื้อจากอาการปวดเกร็ง สามารถทำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ครั้งละประมาณ 15-20 นาที

3. ยืดหลังเอาไว้ขณะไอหรือจาม

ในช่วงที่เราไอหรือจาม หลังของเรามักจะโก่งลง ซึ่งจะเพิ่มความรุนแรงของอาการปวดหลังมากขึ้น ดังนั้นเมื่อรู้ตัวว่าจะไอหรือจาม ควรยืดหลังเอาไว้ให้มากที่สุด หรือหาหมอนมากอดสักใบ จะดีต่อสุขภาพหลังมากยิ่งขึ้น

4. นอนตะแคงข้าง

การนอนตะแคงข้างถือเป็นท่ายอดฮิตสำหรับคนที่มีอาการปวดหลัง โดยการนอนท่านี้จะช่วยลดการกดทับบริเวณแผ่นหลังที่มีอาการปวดเกร็ง ซึ่งวิธีแนะนำในการนอนตะแคงข้างที่เหมาะสมนั้น ควรหาหมอนข้างมาก่ายบริเวณขาจะช่วยทำให้แนวกระดูกสันหลังอยู่ในสรีระที่เป็นเส้นตรงมากขึ้น

5. หลีกเลี่ยงการใส่ส้นสูง

สาวๆ ทั้งหลายที่เสพติดการใส่รองเท้าส้นสูง รู้หรือไม่ว่ายิ่งใส่บ่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้รู้สึกปวดหลังได้มากขึ้น เพราะส้นสูงสามารถเปลี่ยนตำแหน่งของกระดูกเชิงกรานและเพิ่มแรงกดทับของกระดูกสันหลังทำให้รู้สึกปวดเกร็งบริเวณแผ่นหลังนั่นเอง หากปล่อยไว้ก็จะส่งผลเสียกับกระดูกสันหลังในระยะยาวได้

นอกจากวิธีแก้ไขอาการปวดหลัง 5 ข้อที่กล่าวมาข้างต้นนี้แล้ว ก็ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ม้าร่องนั่งรองขาหากนั่งห้องน้ำเป็นเวลานานๆ หรือการนั่งเปลี่ยนท่าบ่อยๆ ไม่นั่งท่าเดิมนานเกินไป วิธีเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะช่วยทำให้คุณบอกลาปัญหาปวดหลังได้อย่างแน่นอน ลองเอาไปทำตามกันดูนะคะ

สุขภาพทั่วไป

สาเหตุของการเป็นโรคตับแข็งและอยู่ได้กี่ปี

โรคตับแข็งนั้นมีสาเหตุหลักๆคือ

การเกิดโรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปี และสาเหตุที่เกิดโรคมีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่ส่งผลต่อการทำงานของตับและเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเป็นโรคตับแข็งนั้นมีสาเหตุสำคัญๆที่มักทำให้เกิดโรคตับแข็งนั้นมีอยู่ 3 สาเหตุ คือ

  • การดื่มสุราดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปต่อต่อกันนานหลายปี
  • เป็นโรคเรื้อรังจากการติดเชื้อของตับ โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบี และโรคไวรัสตับอักเสบซี
  • ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากแอลกอฮอล์ เช่น ภาวะไขมันพอกตับที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนหรือโรคเบาหวาน

ส่วนสาเหตุรองจาก 3 สาเหตุที่บอกไปนั้น มีสาเหตุอื่นๆที่สามารถทำให้เป็นโรคตับแข็งได้อีกคือ

การกินยาหรือรับประทานยาหรือสมุนไพรบางชนิดเป็นเวลานานๆ การได้รับสารพิษหรือสารเคมี การติดเชื้อปรสิต เกิดสภาวะหัวใจล้มเหลวฉียบพลันติดต่อกันหลายครั้งจนทำให้น้ำไหลเข้าสู้ตับ โรคทางพันธุ์กรรม เช่น โรคซีสติกไฟโบรซีส หรือโรคหลอดลมพอง (Cystic Fibrosis) โรคพันธุกรรมเมตาบอลิกที่ไม่สามารถสะสมไกลโคลเจนไว้เป็นพลังงานในร่างกายได้ (Glycogen Storage Diseases) ถุงลมโป่งพองจากการขาดอัลฟ่า-โรคที่ทำให้เกิดสภาวะท่อน้ำดีอุตตัน เช่น โรคบิลิอารีอะทรีเซีย (Biliary Atresia)

ในทารกแรกเกิดที่ไม่มีท่อน้ำดีตั้งแต่กำเนิด และโรคตับแข็งที่ไม่ทราบสาเหตุ ในทุกวัย โรคอื่นๆ เช่น โรควิลสัน (Wilson’s Disease) ที่มีความผิดปกติของตับที่มีการสะสมทองแดงมากเกินไป ภาวะเหล็กเกินหรือฮีโมโครมาโตซิส

โดยทั่วไปโรคตับแข็งในระยะแรกอาจจะไม่พบความผิดปกติในร่างกาย

แต่มีบางรายที่ครวจพบโรคตับแข็งในระหว่างที่ตรวจโรคประจำปีทั่วไป แพทย์จะมีการตรวจสอบเบื้อต้น อาการผิดปกติ หรือพฤติกรรมการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์ และตรวจร่างกายทั่วไปโดยการคลำดูขนาดและตำแหน่งของตับว่าปกติหรือไม่และเป็นการประเมินเพื่อที่ว่าจะให้มีการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมตามดุลพินิจของแพทย์อีกด้วย