สุขภาพ

การวิ่งดีอย่างไร

การวิ่งดีอย่างไรทำไมเราจึงควรต้องออกไปวิ่งกัน แน่นอนว่าสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญและสุขภาพในที่นี่นั้นไม่ได้หมายถึงสุขภาพกายเพียงอย่างเดียวแต่รวมไปถึงสุขภาพใจด้วยนั่นเอง ซึ่งการวิ่งนั้นเป็นการออกกำลังกายที่เป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด ทำให้มีการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นและเกิดการเผาผลาญพลังงานจากการวิ่ง การวิ่งนั้นสามารถช่วยลดน้ำหนักและเห็นผลได้จริงหากมีการวิ่งที่เหมาะสมและต่อเนื่อง

การวิ่งนั้นนอกจากจะได้ความแข็งแรงของร่างกายแล้วนั้น ยังสามารถช่วยลดน้ำหนักได้และนอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ เพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและข้อต่อด้วย และสามารถช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูง เบาหวานหรือไขมันในเลือดสูงก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงและทำให้อาการเหล่านี้ดีขึ้นได้ด้วย และสุขภาพทางใจที่ดีขึ้นเพราะเมื่อเวลาที่เราวิ่งนั้นเราจะได้อยู่กับตัวเองทำให้เรานั้นมีสมาธิมากขึ้นและช่วยในเรื่องการทำงานที่ดีขึ้นทำให้เรามีสมาธิจึงสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆให้ดีขึ้นได้นั่นเอง เมื่อเรามีจิตใจที่ดีแล้วนั้นก็จะทำให้เราอารมณ์ดีขึ้น และเมื่อเราได้ไปร่วมวิ่งกับคนอื่นๆหรือเพื่อนๆก็ทำให้เราได้เปิดมุมมองของตัวเองเพิ่มมากขึ้น ได้ในเรื่องการเข้าสังคมการมีเพื่อนการได้ปรึกษาหารือที่หมู่เพื่อนที่ได้ร่วมวิ่งด้วยกันทำให้เราสามารถเอาตัวเองออกจากภาระงานประจำที่เราทำอยู่ได้ และยังไประสบการณ์มุมมองของหลายๆอาชีพจากเพื่อนนักวิ่งด้วยกัน ทำให้เรามีประสบการณ์ในด้านนี้เพิ่มมากขึ้นด้วย

การเตรียมตัวก่อนและหลังในการวิ่ง สิ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้ตัวเองก่อนว่าสุขภาพเราอำนวยแค่ไหน หากเป็นคนที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจหรือผู้สูงอายุอาจจะต้องประเมินเรื่องสุขภาพตัวเองก่อนว่าสามารถออกมาวิ่งได้มากขนาดไหน เรื่องของการแต่งกายควรแต่งกายด้วยชุดที่เหมาะสมในการวิ่งและรองเท้าเป็นสิ่งที่สำคัญในการวิ่งอย่างมากควรเลือกรองเท้าที่เหมาะกับสภาพเท่าและน้ำหนักตัวของเราด้วย การเตรียมความพร้อมให้ร่างกายก่อนออกมาวิ่งหรือการวอร์มอัพเพื่อให้ร่างกายมีความพร้อมเต็มที่ 

ก่อนออกกำลังกาย 1-2 ชม. ควรรับประทานอะไรรองท้องเสียก่อน เช่นอาหารที่ให้พลังงานพอสมควรเช่น อาหารพวกแป้ง น้ำตาลก็จะสามารถทำให้เราใช้พลังงานที่ดีขึ้นได้ กล้วย เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานที่ดีก่อนออกกำลังกาย และแน่นอนว่าการวิ่งต้องมีการเสียเหงื่ออย่างแน่นอน การดื่มน้ำให้เพียงพอทั้งก่อนและหลังก็เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ดังนั้นควรจะดื่มน้ำให้เพียงพอแต่ไม่ควรดื่มเยอะไป เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการจุกขณะวิ่งได้นั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

สุขภาพ

สุขภาพผิวแย่ลงเมื่อมองข้ามสิ่งเหล่านี้

คุณกำลังประสบปัญหาเรื่องผิวมองคล้ำอยู่หรือไม่ หรือมีความรู้สึกว่าผิวไม่กระจ่างใส ผิวแห้ง ผิวหยาบกร้าน นานาปัญหาที่เกิดขึ้นกับทั้งสุขภาพผิวหน้า และผิวกาย สิ่งแรกที่เรามักจะโทษอยู่เสมอนั้นก็คือ แสงแดด จริงอยู่นะว่าแสงแดดคือหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผิดของเรานั้นแย่ลง เพราะในแสงแดดนั้นมีรังสียูวีที่สามารถทำลายผิวหนังของเราให้ดำ ไหม้ รู้สึกแสบร้อนได้

แต่ในบางทีนั้นเราชอบลืมว่าผลเสียที่เดจากผิวเรานั้นมันมาได้จากสาเหตุอื่นๆได้เช่นกัน และเป็นสาเหตุที่ใครหลายๆคนชอบลืม หรือนึกไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ ซึ่งวันนี้ทางเว็บ  แทงหวยลาว  จะมีอะไรบ้างนั้นแนะนำโดยมีดังนี้

  • อาหารเสริม จริงอยู่ว่าการทานอาหารเสริมจะทำให้ร่างกายเรานั้นดึงสารอาหารตรงนั้นไปใช้ เพื่อเสริมในส่วนที่เราต้องการ แต่ชื่อมันก็บอกอยู่ใช่หรือไม่ว่าคือ “อาหารเสริม” เพราะฉะนั้นแล้วปัจจัยที่สำคัญก็คือ “อาหารหลัก” ถ้าเราไม่ทานอาหารหลักอย่างถูกต้อง การทานอาหารเสริมก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากหนัก ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะหวังผลจากอาหารเสริมกันมาก ในความเป็นจริงมันผิดวิธี อาหารเสริมนั้นเป็นสารอาหารที่จะเข้าไปเสริมกับอาหารหลัก เพื่อให้ระบบกลไกการทำงานนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ถ้าหากไม่ทานอาหารหลัก อาหารเสริมก็เหมือนทานไปเสียเปล่า
  • ใช้ครีมผิด ถ้าเรามีความต้องการที่จะให้นั้นมีความขาว ความกระจ่างใส เราจะต้องเลือกใช้ครีมที่เหมาะสมกับความต้องการของเรา ทุกๆครั้งในการเลือกซื้อครีมจะต้องดูส่วนประกอบข้างฉลากให้ดีว่าในครีมนั้นอุดมไปด้วยอะไร ซึ่งสารอาหารหลักๆของผิว วิตามินซี วิตามินเอ คอลาเจน และถ้าหากจะเพิ่มความขาวใสมากขึ้นให้หาครีมที่มีไวท์เทรนนิ่งผสมอยู่ด้วย หลายคนมองข้ามข้อนี้ไปและคิดว่าครีมอะไรก็เหมือนๆกันหมด แท้จริงแล้วไม่เป็นแบบนั้น เพราะครีมมักจะถูกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ ฟื้นฟูสภาพผิว และ ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ

การนอน ถือว่าข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะหลายๆคนนั้นมองข้ามข้อนี้ไปมากกว่าข้ออื่น ถึงแม้ว่าเราจะทานอาหารดี ทั้งอาหารหลักและอาหารเสริม หรือทาครีมที่เหมาะสมกับความต้องการ แต่ถ้าหากนอนดึกแล้วก็เหมือนกับว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดนั้นสูญเปล่า และจะเห็นผลได้ช้าหรือไม่เห็นผลเลย เพราะระบบการซ่อนแซมและฟื้นฟูสภาพผิวจะทำงานช่วงเวลา 23.00 – 02.00 น.

ถ้าในช่วงเวลานี้ไม่ได้นอน เท่ากับว่าเปิดการทำงานของผิวไว้ตลอดเวลา จะไม่การนำสารอาหารที่รับประทานเข้าไปส่งมาฟื้นฟูผิว นอกจะทำให้ผิวกายหยาบกร้าน ผิวหน้าหมองคล้ำ ยังทำให้ใต้ตาของเราเหมือนหมีแพนด้าอีกด้วย ซึ่งเป็นการบ่งบอว่าเรานั้นอยู่ในภาวะการนอนดึกเรื้อรัง ถ้าหากใครอยากมีสุขภาพผิวดีควรจะเข้านอนก่อน 22.00 น. หรือ 22.30 น.

สุขภาพทั่วไป

ผอมทันใจด้วยการดูดไขมัน ดีจริงหรือไม่?

ปัญหาของสาวๆหลายคนนั้นความจริงแล้วก็มีอยู่กี่อย่างหรอก และหนึ่งในนั้นก็คือ ปัญหาไขมันส่วนเกิน สาวๆทุกคนรู้กันหรือไม่ว่าไขมันส่วนเกินนั้นเกิดมาจากอะไร เดี๋ยวเราจะมาอธิบายกันแบบเข้าใจง่ายให้ฟังกันนะ เพราะถ้าหากให้พูดโยงไปถึงทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ก็คงจะคาดน่าจะยาวมากแน่ๆ เอาล่ะ

ไขมันส่วนเกินเกิดจากอะไร? ไขมันส่วนเกินเกิดจากการที่เรานั้นรับประทานอาหารเข้าไปแล้วตกค้าง ไม่สามารถย่อยสลายได้ ซึ่งเป็นสาเหตุมาจากระบบการเผาผลาญนั้นไม่ดี และหลักๆแล้วไขมันนั้นเกิดการที่เราทานรับน้ำตาลมากจนเกินไป ไม่ว่าจะน้ำตาลโดยตรง หรือ น้ำตาลที่อยู่ในแป้ง อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต

นอกจากจะไม่ให้พลังงานแล้วยังเปลี่ยนให้กลายเป็นไขมันส่วนเกินไปเกาะตามส่วนต่างๆของร่างกายอีกด้วย ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ทราบเรื่องนี้และคิดว่าไขมันเกินจากอาหารประเภทมัน ทอด ที่มีน้ำมันเยอะๆเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ ไขมันเหล่านั้นก็มีส่วน แต่เป็นไขมันโดยตรงที่ร่างกายต้องการอยู่แล้ว แต่ก็ต้องควบคุมปริมาณการทานด้วยเช่นกัน เป็นเหตุกังวลใจที่ทำให้สาวๆหลายคนต้องเผชิญอยู่ก็คือไขมันที่เกาะตามร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นที่แขน หน้าท้อง ต้นขา หรือส่วนอื่นๆ ถ้าให้พูดกันตามตรงการกำจัดไขมันเพื่อรักษาหุ่นนั้นคือ การออกกำลังกาย แต่เพราะว่าการออกกำลังกายนั้นเหนื่อยและต้องใช้เวลานาน

จึงเป็นสิ่งที่ไม่ทันใจสาวๆที่ชอบความเร่งรีบ ความรวดเร็วที่อยากจะให้เห็นผลทันตา ซึ่งในปัจจุบันก็มีนวัตกรรมการศัลยกรรมการดูดไขมันเพิ่มขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์สำหรับสาวๆที่มีไขมันส่วนเกินตามร่างกาย และขี้เกียจออกกำลังกาย แต่อยากมีหุ่นที่ดีขึ้น แน่นอนว่ามันตอบโจทย์จริงๆเพราะการดูดไขมันจะใช้ระยะเวลาภาย 1-2 ชั่วโมงเท่านั้นในการดูดไขมันส่วนเกินในแต่ส่วนออกมา ซึ่งถือว่ารวดเร็วมากหากเทียบกับการออกกำลังกายที่ต้องใช้ระยะเวลาเป็นเดือนไม่ก็เป็นปี แต่จะรู้หรือไม่ว่า หลังจากการดูดไขมันแล้วจะจบ

ถ้าหากยังมีพฤติกรรมการทานอาหารเหมือนเดิม สิ่งหนึ่งที่ควรรู้ไว้เลยคือ การดูดไขมันนั้นได้รับเข็มหรือท่อขนาดใหญ่เข้าไปดูดไขมันใต้ชั้นผิวหนังของเรา ซึ่งทำให้ตรงจุดนั้นกลายเป็นร่องลึกตามขนาดของสิ่งที่นำเข้าไปดูด และจะกลายเป็นจุดที่สะสมไขมันได้ง่ายกว่าเดิม สุดท้ายแล้วนั้นเราก็ต้องกับมาออกกำลังกายให้ตรงจุดนั้นสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาทดแทน

เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเมื่อคุณรับประทานอาหารเหมือนเดิมโดยไม่ออกกำลังกาย ไขมันจะเข้าไปสะสมอยู่ตรงที่คุณดูดไขมันออก แล้วส่วนอื่นๆตามร่างกายเช่นเดิม หรือเผลออาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ซึ่งอาจจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายด้วย

 

ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ซื้อหวยลาว4ตัว

สุขภาพทั่วไป

การที่เรานั้นร่วมกินอาหารกับคนที่เป็น HIV   

ในเมื่อเรานั้นไปกินข้าวกินอาหารกับคนที่เรานั้นไม่ค่อยรู้จักแต่ว่าเรานั้นได้ร่วมการที่เรานั้นกินอาหารกัน  แต่ว่าเรานั้นไม่ได้กินช้อนกลางเป็นบางอย่างและก็บางคนนั้นก็ได้กินชิมอาหารด้วยที่ไม่ช้อนกลาง จังทำให้เรานั้นรู้สึกว่าเรานั้นกังวลว่าเรานั้นจะติดเชื้อจากการที่เรานั้นเป็นโรคนั้นหรือไม่  

       มีอยู่ครั้งหนึ่งเรานั้นได้ไปร่วมการกินอาหารร่วมกับคนที่ติดเชื้อโดยที่เรานั้นไม่รู้ว่าเขานั้นติดเชื้อ  HIV นั้นเรานั้นจะทำอย่างไรเพราะว่าทำให้เรานั้นเครียดอย่างมากเพราะว่าการที่เรานั้นกินอาหารร่วมกับคนที่เป็นโรคนั้นเรานั้นก็ไม่รู้ว่าเรานั้นจะติดเชื้อไหม  การที่เรานั้นไปร่วมรับประทานอาหารกับเขานั้นโดยที่เรานั้นไม่มีช้อนกลางด้วยยิ่งทำให้เรานั้นเครียดเข้าไป เพราะว่าการที่เรานั้นกินอาหารร่วมกันนั้นทำให้เรานั้นเกิดคิดวิตกว่าเรานั้นอาจจะติดเชื้อจากการที่เรานั้นรับประทานหรือเปล่าเพราะว่าวันนั้นเป็นวันที่เรานั้นไปกินเลี้ยง  และเรานั้นก็ร่วมวงสรรสันกัน จึงทำให้เรานั้นรู้ทีหลังว่าเรานั้นว่ามีบุคลที่เรานั้นร่วมกินอาหารด้วยนั้นเกิดเป็นโรค HIV จึงทำให้เรานั้นเกิดอาการกังวลว่าเรานั้นจะติดเชื้อหรือไม่   

    ดังนั้นเราก็ควรที่จะกินอาหารร่วมกับคนอื่นนั้นเรานั้นก็ควรที่จะแยก  หรือไม่นั้นเรานั้นก็ควรที่จะใช้ช้อนกลาง แต่ด้วยว่าการที่เรานั้นไม่รู้ว่าเรานั้นจะติดเชื้อไหมนั้นเรานั้นก็ควรที่จะไปหาหมอ  เพื่อที่จะทำการตรวจว่าเรานั้นมีอาการที่จะติดเชื้อนั้นหรือเปล่าและเรานั้นก็ควรที่จะบอกหมอนั้นว่าเรานั้นจะเสี่ยงจากการที่เรานั้นเชื้อหรือเปล่าหรือว่าให้หมอนั้นตรวจร่างกายว่าเรานั้นจะติดเชื้อจากการที่เรานั้นกินอาหารร่วมกับคนที่เป็น  

   และเรานั้นควรที่จะปรึกษาคนหมอว่าเรานั้นจะมีวิธีการหลีกเลี่ยงยังไงไม่ให้รู้สึกว่าเรานั้นรังเกียจเขา  เพราะว่าการที่เขานั้นเป็นคนป่วยนั้นเรานั้นก็ไม่ได้รังเกียจแต่ว่าเรานั้นก็ต้องรักตัวเองในการที่เรานั้นใช้ชีวิตในการที่เรานั้นต้องรับผิดชอบกับการที่เรานั้นต้องดำรงอยู่ในต่อชีวิตของเราแต่ว่าเรานั้นก็ไม่อยากที่จะไปเสี่ยงกับการที่เรานั้นติดโรคดังนั้นเรานั้นควรที่จะหาข้อมูลว่าเรานั้นควรที่จะปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อคนที่เรานั้นรู้จักเกิดเป็นโรค HIV 

 

 

สนับสนุนโดย  ผลเลือด non reactive แปลว่าอะไร

สุขภาพทั่วไป

โทษของการสูบบุหรี่สำหรับคนสูบบุหรี่

หลายๆคนก็ทราบกันดีว่าบุหรี่มันเป็นสิ่งไม่ดี เปรียบเสมือนสารเสพติดชนิดหนึ่ง แต่ไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งสารพิษจากการสูบบุหรี่นั้นสามารถเป็นโทษให้ตัวผู้สูบเองได้ และต่อคนรอบข้างได้อีกเช่นกัน แต่ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงโทษของบุหรี่

สำหรับคนที่สูบที่พิษนั้นจะเข้าไปทำร้ายอวัยวะภายในร่างกายอย่างไรบ้างดังนี้

1.มีความเสี่ยงที่จะตาบอด การสูบบุหรี่เป็นประจำ สารพิษในบุหรี่นั้นจะส่งผลให้ตาเป็นต้อกระจก สามารถสังเกตได้จากการที่ดวงตามีความขุ่นมัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นเพียงแค่อาการเบื้องเท่านั้น จึงเป็นสัญญาณอันตราย ถ้าหากยังคงสูบไปเรื่อยๆเสี่ยงต่อการตามบอดสนิทถาวร

2.มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ สำหรับบุคคลที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้สูงมาก โดยปกติของร่างกายนั้นจะมีกระบวนการดูดซึมสารพิษ สารแปลกปลอมเข้าสู่กระเลือดและขับออกจากการปัสสาวะ ซึ่งสารนิโคตินที่เป็นสารพิษหลักในบุหรี่รวมถึงสารอื่นๆที่ประกอบอยู่ในนั้น มีคุณสมบัติที่จะสามารถก่อมะเร็งได้ เมื่อการดูดซึม และขับถ่ายออกมาทางปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะจึงได้สัมผัสการสารพวกนี้ของบุหรี่อยู่ตลอดเวลา

3.มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งสองโรคนี้ถือว่าเป็นโรคที่อันตรายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ สำหรับผู้สูบบุหรี่จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้สูงมาก เพราะสารพิษจากบุหรี่ที่เข้าสู่ร่างกายจะทำให้หลอดเลือดหัวใจหดตัว และตีบลง ส่งผลให้เลือดไม่สามารถลำเลียงไปเลี้ยงหัวใจได้เพียงพอ

4.มีความเสี่ยงเป็นโรคระบบทางเดินอาหาร นั้นเป็นเพราะว่าสารพิษในบุหรี่จะเข้าไปกระตุ้นทำให้กระเพาะอาหารผลิตน้ำย่อยออกมาเยอะว่าปกติและเกินความจะเป็น ซึ่งจะส่งผลให้กระเพาะถูกกัดกร่อนจนเกิดเป็นแผล หาเป็นเช่นนี้ได้เรื่อยๆจะเกิดภาวะกระเพาะทะลุ และเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็วกระเพาะอาหารได้

5.มีความเสี่ยงที่จะหลอดเลือดหัวใจตีบ ได้มีการมีวิจัยออกมาแล้วว่า ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำนั้นจะเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดสมองตีบและแตกมากกว่าคนปกติสูงมากถึง 10 เท่า ซึ่งส่งผลกระทบที่จะทำให้เซลล์ในสมองฝ่อ และเสื่อมได้ง่าย นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการเป็น อัมพฤต อัมพาต และโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย

6.มีความเสี่ยงที่ถุงลมโป่งพอง คือการที่เนื้อปอดและถุงลมเล็กๆค่อยๆเสื่อมสภาพลงจนโป่งพอง โดยเฉพาะคนที่สูบบุหรี่บ่อยนั้น สารนิโคติน ไนโตรเจนไดออกไซด์ และสารเคมีต่างๆที่อยู่ในบุหรี่ จะเข้าไปทำลายเซลล์เนื้อเยื้อของปอดและทำให้ถุงลงเล็กๆฉีกขาด

7.สมรรถภาพทางเพศเสื่อม เพราะสารเคมีต่างๆในบุหรี่นั้นจำเข้าไปทำให้เส้นเลือดเกิดการอุดตัน ซึ่งจะส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงประสาทที่ควบคุมการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายได้น้อยลง ทำให้จำนวนอสุจิลดลงและอ่อนแอ

8.มีความเสี่ยงต่อการแท้งลูก สำหรับผู้หญิงที่สูบบุหรี่ในขณะมีครรภ์ สารเคมีในบุหรี่จะทำรกเกาะต่ำ เกิดโรคแทรกซ้อน และเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ

นอกจากนี้บุหรี่ยังส่งผลกระทบต่อร่างกายส่วนอื่นๆอย่าง ฟันผุ ฝันดำ มีกลิ่นปาก ไอเรื้อรัง มีกลิ่นตัว แก่เร็ว ผมหงอก และมีอาการเหนื่อยง่าย หอบ เล็บเหลือง รู้สึกเบื่ออาหาร รวมไปถึงมะเร็งปอดที่เป็นสาเหตุหลักของารเสียชีวิต

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจเอดส์ ซื้อที่ไหน

สุขภาพทั่วไป

แหล่งอาหารเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับร่างกาย

หลายๆคนอาจจะยังไม่ทราบว่า คอลลาเจน นั้นมีความสำคัญอย่างไรต่อร่างกาย มันจำเป็นด้วยหรือที่เราจะต้องมี แน่นอนความเมื่อคุณเริ่มอายุเข้า 30 ปีเมื่อไหร่ร่างกายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น อย่างเช่น กระดูก เมื่ออายุของคุณเพิ่มมากขึ้นสิ่งหนึ่งที่คุณอาจจะสามารถรู้สึกได้คือความเหนื่อยล้า นั้นเป็นระบบการทำงานในร่างกายเริ่มเสื่อมสภาพลง ทำให้ระบบการทำงานภายในร่างกายทำได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ และรวมไปถึงการสร้างคอลลาเจนในร่างกายด้วย นอกจากนี้นั้นคอลเจนไม่เพียงทำกการดูแลในเรื่องกระดูกและข้อเท่านั้น แต่ยังช่วยในเรื่องของสุขภาพผิวได้อีกด้วยอย่างเช่น ริ้วรอย รูขุมขนกระชับ ผิวเนียนใส เป็นต้น

การที่เราจะเติมเต็มคอลลาเจนให้กับร่างกายนั้นหลายคนมีตัวช่วยในการเสริมสร้างโดยการทานคอลลาเจนแบบสกัดออกมาแล้วทั้งสูตรแบบผงและแบบเม็ด เพื่อให้ได้รับคอลลาเจนในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกายต้องการ แต่สำหรับใครที่ไม่ได้ต้องการทานคอลลาเจนแบบนั้นหรือทุนทรัพย์น้อย คอลลาเจนยังมีอยู่ในสารอาหารหลากหลายชนิดที่เรานั้นสามารถหาทานได้ทั่วไปจากแหล่งอาหารทางธรรมชาติ มีใครพอจะทราบกันบ้างว่ามีอะไรบ้าง

ซึ่งในบทความนี้เราจะนำแหล่งอาหารที่มีคอลลาเจนแอบซ้อนไว้อยู่ให้ทุกคนได้ทราบกัน ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้นมีดังนี้

 

  • ปลา

 

ถือว่าเป็นแหล่งของสารอาหารประเภทโปรตีนชั้นยอดเลยก็ว่าได้ ซึ่งยังถือว่าเป็นแหล่งผลิตคอลลาเจนอีกด้วย ปลาที่มีคอลลาเจนสูงอย่างเช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน เป็นต้น

 

  • อะโวคาโด

 

ในอะโวคาโดนั้นเป็นแหล่งผลิตคอลลาเจน นอกจากจะช่วยดูแลเรื่องกระดูกและข้อ ยังช่วยเรื่องของผิวพรรณได้อีกด้วย เพราะในอะโวคาโดนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระ

 

  • ไก่งวง

 

ที่อุดมไปด้วยสารคาร์โนซีน ที่จะช่วยในเรื่องของการชะลอวัย ดูแลเรื่องสุขภาพผิว ให้ผิวนั้นมีความยืดหยุ่น จะช่วยทำให้ผิวที่แห้งกร้านมีความชุ่มชื่นเพิ่มมากขึ้น

 

  • วิตามินซี

 

วิตามินซีเป็นสารอาหารที่ควรทานควบคู่กับสารอาหารที่มีคอลลาเจน เพราะวิตามินซีจะเข้าไปช่วยการดูดซึมให้คอลลาเจนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

  • ช็อคโกแลต

 

การทานช็อคโกแลตนอกจากจะทำให้ช่วยลดฮอร์โมนความเครียดลงได้แล้ว ยังช่วยในเรื่องของการรักษาสุขภาพผิวทุกสภาพอีกด้วย แต่ต้องทานในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากจนเกินไป

 

  • แครอท

 

เมื่อทานไปแล้วจะเข้าไปผลิตคอลลาเจนในร่างกาย เพราะมีวิตามินเอที่สามารถควบคุมการไหลเวียนของเลือดได้

 

  • ถั่ว

 

ในถั่วนั้นมีรดไฮยาลูโรนิและสังกะสี ซึ่งเป็นสารอาหารที่จะเข้าไปช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนให้กับร่างกายและเร่งสร้างเซลล์ชั้นผิว

 

  • ผักใบเขียว

 

จะช่วยเพิ่มคอลลาเจนในร่างกายในส่วนของเรื่องผิวให้ดีมากยิ่งขึ้น และยังช่วยในเรื่องของการต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย

 

  • ไข่

 

ถือว่าเป็นอาหารที่หาทานงานและมีสารอาหารเยอะมากอย่างโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ และยังมีคอลลาเจนที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้อีกเช่นกัน

 

ขอบคุณ  ชุดตรวจ hiv  ที่ให้เรื่องราวดีๆมานำเสนอ

สุขภาพเกี่ยวกับหู

มาทำความรู้จักอาการหูตึงกัน

            ภาวะอาการหูตึงคือการที่ประสิทธิภาพการได้ยินของหูของเราลดลงอาจจะเกิดกับหูข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างก็ได้โดยปกติแล้วระดับความดังของเสียงที่คนเราสามารถได้ยินได้ไม่ควรเกิน 90 เดซิเบล สำหรับคนที่มีอาการหูตึงจะพบว่าระดับการได้ยินเสียงจะน้อยมาก อาจจะได้ยินเสียงที่คนคุยกันปกติเป็นเสียงกระซิบแผ่วๆซึ่งจะสังเกตได้ว่าคนที่มีอาการหูตึงจึงมักจะพูดตะโกนเสียงดังออกมาและต้องให้เราพูดเสียงดังๆให้เข้าฟังใหม่อีกครั้ง

สำหรับโรคหูตึงนั้นเกิดมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น

  1. กลุ่มคนที่ทำงานในพื้นที่ที่มีเสียงดังนานๆ อย่างพวกโรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์  คนกลุ่มนี้มักจะอยู่ในพื้นที่ที่ได้ยินเสียงดังประมาณ 85 เดซิเบลขึ้นไป ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อการได้ยินเพระเสียงที่ดังเกินไปมันจะไปทำลายเซลล๋ในหูชั้นกลาง ซึ่งหากยังต้องทำงานในพื้นที่แบบนี้นานๆก็จะกลายเป็นโรคหูตึงแบบถาวรได้ ดังนั้นการทำงานในพื้นที่แบบนี้จึงสมควรจะใส่ที่อดหูเพื่อช่วยลดระดับความดังของเสียงลง แต่หากลองใส่แล้วยังรู้สึกว่าเริ่มมีปัญหาการได้ยินเสียงควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านประสาทหูทันที
  2. บางคนกินยาบางอย่างมากเกินไปก็อาจจะมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการหูตึงได้ เพียงหยุดยานั้นก็จะหาย 
  3. บางคนหูตึงเพราะอายุมากขึ้น โดยปกติแล้วคนที่อายุเกิน 60 ขึ้นไปมักจะมีปัญหาการได้ยินเพราะอวัยวะภายในร่างการมีการเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา  ซึ่งหากหูตึงเพราะอายุมากขึ้นจะไม่สามารถรักษาได้ แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้ เครื่องช่วยฟัง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้กับกลุ่มคนที่มีปัญหาการได้ยินกันเป็นจำนวนมาก
  4. หูตึงที่เกิดมาจากการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งอาจเกิดมาจากแรงกระแทก เช่น อาจโดนตบหูมาอย่างแรง ซึ่งอาการจะเป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแรงกระแทกบางคนอาจแค่หูตึกชั่วคราว แต่บางคนอาจหูหนวกเลย
  5. หูตึงเพราะติดเชื้อในหูชั้นใน ซึ่งต้องรีบไปให้หมอหาสาเหตุของการติดเชื้อจะได้รักษาได้ทันท่วงที
  6. หูตึงที่เกิดจากภาวะน้ำในหูไม่เท่ากัน ซึ่งโรคนี้มีผลกับหูโดยตรง ต้องปรึกษาแพทย์ และรีบรักษาด่วน

         เราสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นของเราก่อนว่าเราอยู่ในภาวะหูตึงหรือไม่ โดยพยายามสังเกตการได้ยินของตัวเราเองว่าเราต้องให้คนอื่นคอยพูดซ้ำๆกับเราบ่อยแค่ไหน หรือเมื่อเราเปิดทีวีดูระดับความดังของเสียงที่เราฟังตัวเลขสูงเกินไปหรือไม่ คนที่นั่งดูทีวีด้วยกันกับเราเขาท้วงติงถึงความดังว่าเราเปิดเสียงทีวีดังเกินไปหรือไม่ ถ้าพบว่าระดับการได้ยินของเรามีปัญหาควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

รถบิ๊กไบค์

บิ๊กไบค์มือสอง

วิธีการแต่งบิ๊กไบค์มือสองยังไงให้แรง

การแต่งแคมชาร์จ

การแต่งแคมชาร์จ บิ๊กไบค์มือสอง จะส่งผลในเรื่องของเวลาในการเปิดปิดวาร์วไอดีไอเสียถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็เช่น รถเดิมๆของเพื่อนๆมีระยะเวลาในการเปิดปิดวาร์ว 1 วินาที อันนี้เป็นเรื่องสมมุตินะครับ แต่ถ้าเพื่อนใส่แคมชาร์จแต่ง วาร์วไอดีและไอเสียมันมีระยะเวลาในการเปิดปิดอยู่ที่ 2 วินาที ซึ่งเวลาในการเปิดปิดวาร์วจะส่งผลในเรื่องกำลังของเครื่องยนต์ มันส่งผลยังไงในเรื่องกำลังของเครื่องยนต์ เพราะว่าถ้าวาร์วไอดีเปิดค้างไว้นาน อากาศที่ไหลมาจากข้างนอกก็จะไหลเข้ามาได้นานขึ้น ก็จะทำให้อากาศเข้ามาในห้องจุดระเบิดได้มากขึ้นและรุนแรงขึ้น

ก็ส่งผลให้เครื่องมีกำลังมากขึ้นนั่นเอง และเวลาคายไอเสียก็จะคายได้มากกว่าปกติเช่นกันครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าจะยัดแคมอะไรเข้าไปก็ได้นะครับเพื่อนๆต้องปรึกษาช่างอีกที เพราะว่ามันจะมีเรื่ององศาการของแคมแล้วก็มุมยกของแคม เพื่อนๆเคยได้ยินมั้ยว่า แคมยก3ยก6 และยังองศาของลูกเบี้ยวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนะครับว่าลูกเบี้ยวองศานี้วาร์วจะค่อยๆเปิดหรือค่อยๆปิด หรือว่าจะเปิดแบบปุ๊บปั๊บแล้วก็ปิดเลย

แล้วก็ยังมีองศาของโอเวอร์แลปเข้ามาเกี่ยวข้อง ทางที่ดีเพื่อนๆที่จะเปลี่ยนแคมชาร์จควรที่จะต้องปรึกษาช่างก่อนนะครับว่าตัวเองอยากได้จะรถความเร็วต้นความเร็วปลาย แล้วจะต้องใส่แคมอะไรดี

 

 การแต่งชุดครัช

จะช่วยในการถ่ายเทพลังงานระหว่าง ข้อเหวี่ยงกับชุดเกียร์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะถ้าเพื่อนไปแต่งเครื่องยนต์ให้มี cc เพิ่มมากขึ้นมีแรงอัดที่มากขึ้นกำลังเครื่องเยอะๆ มันจะส่งผ่านชุดครัชก่อนไปยังชุดเกียร์ ถ้าชุดครัชของเพื่อนๆรับแรงไม่ไหวจะเกิดอาการครัชลื่นนะครับหรือว่าครัชจับตัวไม่ค่อยจะอยู่แรงจากข้อเหวี่ยงจะสูญเสียไปเปล่าๆ

เพราะฉนั้นถ้าเพื่อนๆแต่งครัชจะเน้นการจับตัวที่ดีขึ้นแรงบิดที่มากขึ้น หมายความว่าแรงที่ส่งผ่านมาระหว่างข้อเหวี่ยงก่อนที่จะเข้ามาที่ชุดเกียร์มันถ่ายเทพลังงานได้เต็มที่นั่นเอง การแต่งชุดครัชก็มีวิธีการแต่งหลักๆด้วยกัน 2 วิธีครับ อย่างแรกคือการแต่งสปริงครัช จะแต่งให้สปริงมีความแข็งมากขึ้นหรือว่าบางกรณีเขาจะใส่สปริงครัชเพิ่มมากขึ้น

จากเคยมีสปริงอยู่ 4 ตัวก็จะแต่งเป็น 5 ตัว แต่จะมีข้อเสียถ้าเพื่อนๆใส่สปริงที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมหรือว่าแข็งกว่าเดิม การบีบของครัชจะทำได้ยากลำบากขึ้น อย่างที่ 2 คือการเปลี่ยนแผ่นครัชให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง วิธีนี้จะไม่ยุ่งยากเท่าไหร่แต่เพื่อนๆต้องดูยี่ห้องของแผ่นครัชว่ามีคุณภาพและประสิทธิภาพมากแค่ไหน ก็ต้องปรึกษาช่างดูอีกทีครับ

 

 การปรับเปลี่ยนอัตราทดของเกียร์

จะช่วยในเรื่องการความเร็วของแต่ละเกียร์ให้มีเยอะขึ้นกว่าเดิมให้สอดคล้องกับกำลังของเครื่องที่มากขึ้น ถ้าให้เห็นภาพก็คือเพื่อนๆแต่งรถคันนึงมาอย่างแรงแต่ว่ายังเป็นชุดเกียร์เดิมแล้วได้ลองขี่รถคันนี้เกียร์ 1 รอบตัดอยู่ที่40 เกียร์ 2 รอบตัดอยู่ที่ 60 เกียร์ 3 รอบตัดอยู่ที่ 80 และเกียร์ 4 รอบตัดอยู่ที่ 120 ซึ่งก็หมายความว่าเพื่อนๆไม่สามารถไปได้มากกว่า 120 แล้วนะครับ

เพราะว่าจะติดเรื่องของชุดเกียร์ เครื่องแรงก็จริง กำลังก็เหลือๆ แต่ก็ไม่สามารถไปต่อได้มากกว่านั้นแล้ว เพราะว่าชุดเกียร์ของเพื่อนส่งแรงได้แค่นั้นแล้วเรามาลองดูว่าถ้าทดเกียร์แล้วจะให้ผลยังไง ซึ่งการแต่งเครื่องยนต์เป็นเหมือนคันที่แล้วนะครับแต่ว่าเพื่อยๆไปเปลี่ยนเกียร์มาแล้วลองขี่ดู เกียร์ 1 เพื่อนๆอาจจะทำได้ 60 เกียร์ 2 อาจจะได้ 80 เกียร์ 3 อาจจะ 120 เกียร์ 4 อาจจะไป 160 ได้เลยนะครับ

ซึ่งการปรับเปลี่ยนของอัตราการทดเกียร์ไม่ได้ช่วยในเรื่องของแค่การเพิ่มความเร็วรถให้มากกว่าเดิม ยังช่วยในเรื่องของการส่งผ่านกำลังที่เหมาะสมของแต่ละเกียร์แต่ละย่านความถี่ ซึ่งถ้าพูดกันตรงๆก็คือการลากเกียร์ได้ยาวขึ้นนั่นเอง การปรับเปลี่ยนอัตราทดของเกียร์นั้นควรคำนึงถึงกำลังที่ส่งผ่านมาเป็นหลัก

ก็จบแล้วนะครับ สำหรับวิธีการแต่งเครื่องยังไงให้แรงขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นการบอกคราวๆว่าการแต่งทั้งหมดนี้จะส่งผลยังไงกับเครื่องยนต์ของรถเพื่อนๆ

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

ยาเลื่อนรอบเดือนใช้อย่างไร

ยาเลื่อนรอบเดือนใช้อย่างไร

การใช้ยาเลื่อนรอบเดือน
ด้วยธรรมชาติของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะอยู่โดยประมาณ 2 อาทิตย์ ก่อนรอบเดือนจะมา ด้วยเหตุผลดังกล่าวแนวทางยอดเยี่ยมจำเป็นต้องเริ่มรับประทานยาก่อนวันที่คาดว่ามีเมนส์โดยประมาณ 1 อาทิตย์ เพื่อเพิ่มฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนให้ทัน ถ้าหากรับประทานยาเพื่อเลื่อนในวันที่มีรอบเดือนแล้ว หรือก่อนมีเมนส์เพียงแต่ 2-3 วัน บางทีก็อาจจะไม่เป็นผล เพราะธรรมชาติทราบดีว่าไม่มีการฝังตัวอ่อน ร่างกายก็เลยเริ่มขั้นตอนการสร้างรอบเดือนไปตามเดิมแล้ว โดยการกินยาจะต้องรับประทานวันแล้ววันเล่ากระทั่งอยากให้มีรอบเดือนอีกทีก็เลยหยุดรับประทานยา

เรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ยาเลื่อนเมนส์
สำหรับคนที่รอบเดือนมาไม่บ่อยนัก หรือไม่สามารถคาดคะเนวันที่จะมีรอบเดือนได้ การกินยาเลื่อนรอบเดือนมักไม่เป็นผล เนื่องด้วยไม่รู้จักวันตกไข่ที่เด่นชัด เหตุเพราะยาเลื่อนรอบเดือนเป็นกรุ๊ปฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ถึงแม้ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมายังไม่พบว่าส่งผลต่อการเกิดโรคมะเร็งหรือเนื้องอกในช่องคลอดอะไร ทำให้สามารถรับประทานยาเลื่อนรอบเดือนได้นับเป็นเวลาหลายวันและก็หลายๆ ครั้ง แต่ว่าแม้กระนั้น แม้ใช้ยานานเหลือเกินระบบร่างกายบางทีอาจกำเนิดความสับสน นำมาซึ่งการทำให้บางทีอาจจำต้องใช้เวลานานเพื่อปรับนิสัยกลับไปสู่สภาวะธรรมดา ด้วยเหตุผลดังกล่าวก็เลยไม่สมควรใช้ยาเกิน 1 อาทิตย์และก็ควรที่จะใช้เท่าที่มีความจำเป็นเพียงแค่นั้น

ในคนที่มีเลือดไหลไม่ปกติ แล้วก็ยังไม่เคยรู้ว่าเลือดนั้นใช่ประจำเดือนหรือเปล่า หรือมีเหตุที่เกิดจากอะไร ควรจะเจอหมอเพื่อตรวจค้นก้อนเนื้อหรือโรคมะเร็งและก็ปัจจัยที่ชัดเจน เหตุเพราะการกินยาเลื่อนรอบเดือนบางทีอาจบังลักษณะของโรคได้

ในกรณีที่ไม่รู้จักว่าท้อง การกินยาเพื่อเลื่อนเมนส์ยังจัดว่าไม่เป็นอันตรายต่อการตั้งท้อง เนื่องจากว่าขณะท้องร่างกายจะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนตั้งแต่ก่อนจะมีการท้อง เพื่อรองรับตัวอ่อน เพียงพอมีการฝังตัวฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะยิ่งมากยิ่งขึ้น โดยเหตุนั้นยาเลื่อนเมนส์ก็เลยไม่เป็นผลต่อการท้อง

คนที่รับประทานยาคุมเสมอๆบ่อย ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยาเพื่อเลื่อนรอบเดือน แม้กระนั้นสามารถเลื่อนเมนส์ได้โดยรับประทานยาคุมกำเนิดที่รับประทานเสมอๆถัดไป ถ้าหมดแผงก็สามารถเริ่มรับประทานแผงใหม่ได้ตลอด ไปจนกระทั่งอยากให้มีรอบเดือนก็หยุดรับประทานยาคุมนั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้ได้กับยาเม็ดคุมกำเนิดมาตรฐานที่มี 21 เม็ด แต่ว่าถ้าหากเป็นแบบ 28 เม็ด จะมีตัวฮอร์โมนเพียงแค่ 21 เม็ด แล้วก็เป็นเม็ดแป้ง 7 เม็ด แนวทางรับประทานเป็นทิ้งเม็ดแป้งแล้วก็นำยาแผงใหม่มากินต่อจาก 21 เม็ด ดังนี้คนที่รับประทานยาคุมกำเนิดอยู่แล้วไม่สมควรรับประทานยาเลื่อนเมนส์ ในทางตรงกันข้ามยาเลื่อนเมนส์นั้นไม่สามารถใช้แทนยาคุมได้ เนื่องมาจากไม่มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการคุ้มครองการตั้งท้องเช่นเดียวกัน หากแม้ยาเลื่อนรอบเดือนจะไม่เป็นผลร้ายต่อสภาพร่างกาย แต่ว่าการใช้ยานานๆหรือบ่อยเกินความจำเป็น อาจจะทำให้ระบบการมีรอบเดือนมีความสับสน และจะต้องใช้เวลาเพื่อปรับสภาพร่างกายสู่ภาวะสมดุลปกติ โดยเหตุนี้จึงต้องควรใช้ยาเพื่อเลื่อนรอบเดือนเท่าที่มีความจำเป็นเพียงแค่นั้น
ทั้งนี้หากมีลักษณะอาการแตกต่างจากปกติ หรือไม่มั่นใจเกี่ยวกับการมีรอบเดือนให้ขอความเห็นสูตินรีแพทย์เพื่อหามูลเหตุ รับคำชี้แนะและการดูแลรักษาอย่างแม่นยำ

สุขภาพเกี่ยวกับหู

คุณรู้หรือไม่ว่าเครื่องช่วยฟังคืออะไร ?

เครื่องช่วยฟังที่เรามักพูดถึงหรือแพทย์ส่วนใหญ่มักจะพูดถึงก็คืออุปกรณ์ชนิดหนึ่ง

ที่สามารถช่วยในเรื่องของการขยายเสียงให้ดังขึ้นหรือปรับเสียงให้พอเหมาะกับความต้องการของผู้ที่ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการได้ยินหรือปัญหาเกี่ยวกับเสียงนั่นเอง 

ซึ่งอุปกรณ์ที่เราเรียกว่าเครื่องช่วยฟังนี้จะมีลักษณะที่ไม่ใหญ่มาก หรทอมีลักษณะที่เล็กกระทัดรัดสามารถแหวนหรือสวมใส่ไว้ที่หูของเรา เพราะเครื่องช่วยฟังเหล่านี้มีหน้าที่ขยายเสียงต่างๆที่อยู่ข้างๆหรือรอบตัวของเรา เพื่อปรับให้เสียงได้ยินอย่างชัดเจนขึ้น ในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับเสียงหรือการได้ยินนั่นเอง 

การที่เครื่องช่วยฟังสามารถขยายเสียงขึ้นได้ก็เพื่อเป็นการตอบสนองให้กับท่านที่มีปัญหาอย่างรุนแรงในการได้ยิน ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ได้มีการผลิตขึ้นเพื่อเป็นการช่วยให้บุคคลที่เป็นปัญหาเกี่ยวข้องกับการได้ยินบกพร่อง ซึ่งมันจะช่วยในเรื่องการทำหน้าที่ให้ได้ยินชัดเจนมากขึ้น

เครื่องช่วยฟังมีหลักการทำงานในด้านใดบ้าง

เครื่องช่วยฟังที่เราเคยได้ยินชื่อและสรรพคุณของมันนั้น มันคือชิ้นส่วนของอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาประกอบกันให้เกิดการขยายเสียงที่ดังขึ้น ทำให้ผู้ที่มีปัญหาในเรื่องของการได้ยินได้ยินเสียงที่ชัดขึ้น เครื่องช่วยฟังที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้มักจะเป็นแบบดิจิตอลสะส่วนใหญ่ ซึ่งการทำงานของมันจะอาศัยถ่านหรือแบตเตอรี่ในการประกอบการใช้งาน 

การทำงานที่ซับซ้อนของมันด้วยกลไกลต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น สามารถทำให้ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน สามารถได้ยินดังขึ้นหรือชัดเจนขึ้น ซึ่งอัตราของผู้ที่มีปัญหาในการได้ยินเสียงเช่นนี้ มีปัญหาเพิ่มขึ้นในทุกๆวัน สาเหตุหลักก็มาจากการสัมผัสกับเสียงที่มีความดังเป็นเวลานานๆ จึงทำให้เกิดการผิดปกติกับการได้ยินได้นั่นเอง

เราสามารถหลีกเลี่ยงกับเสียงดังๆเป็นเวลานานได้ก็ดี แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรเลือกหาอุปกรณ์ต่างๆที่สามารถทำให้เราได้ยินเสียงที่ดังนั้นลดลง แต่หากว่าคุณปล่อยไว้โดยไม่มีการป้องกันใดๆเลยเป็นเวลานานๆอาจจะทำให้คุณเป็นอีกหนึ่งคนที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับเสียก็เป็นได้เช่นกัน ซึ่งผลเสี่ยงที่จะเป็นปัญหาก็ค่อนข้างมีความเสี่ยงที่สูงมากเช่นกัน

ส่วนประกอบของเครื่องช่วยฟังมีดังนี้

– ไมโครโฟน ( เป็นตัวกลางช่วยในเรื่องของการขบายเสียงให้เราได้ยินดังขึ้นหรือชัดเจนขึ้น )  

– ตัวขยายสัญญาณหรือตัวปรับความดัง (ทำหน้าที่ช่วยปรับระดับความดังหรือเพื่อเป็นการช่วยในเรื่องการรับส่งสัญญาณต่างๆที่อยู่รอบๆตัวเรา )

– ตัวรับหรือลำโพง ( คอยทำหน้าที่รับสัญญาณและส่งต่อสัญญาณไปยังลำโพงเพื่อนำไปขยายเสียง )

– แบตเตอรี่ ( เป็นตัวเชื่อมอุปกรณ์และพลังงานให้เครื่องช่วยฟังสามารถใช้งานได้และสามารถมีอายุในการใช้งานได้นานขึ้นนั่นเอง )