สุขภาพ

อย่าละเลย หนึ่งในสิ่งสำคัญในการฝึกเลิกบุหรี่

ข้อสุดท้านนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง ที่คล้ายกับเรื่องของความเข้มแข็งและเราความใจอ่อนนั้นเอง แต่อันนี้เป็นปราการด่านหลังจากที่เรานั้นพ่ายแพ้ให้กับความเข้มแข็งของตัวเอง แล้วก็ยอมทำให้ตัวเองใจอ่อนอีกด้วย นี่คือเรื่องสำคัญที่ไม่อาจจะมองข้ามได้เลย ปราการด่านนี้เป็นเหมือนเฮือกสุดท้ายของทุกๆสิ่งที่มี ถ้าเราแพ้ให้กับด่านนี้ ก็คือจบสิ้นความตั้งใจแล้ว

คำว่าอย่าละเลยแม้แต่ครั้งเดียว นี่ไม่ต้องคิด ไม่ต้องนึก อะไรทั้งนั้น เพราะมันจะไม่เกี่ยวกับความตั้งใจหรือความนึกคิดอะไรเลย มันคือการกระทำด่านสุดท้าย ที่ไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบมากขนาดไหน แต่มันต้องมากระทบเพียงหินให้ตัวใจของเราเท่านั้น ห้ามแม้แต่ครั้งเดียวเดียวที่จะยกหินก้อนนี้ออก ถ้าทำได้เช่นนี้ ที่จะมีสักจุดหนึ่งในหัวของเรานั้นไม่ซื้อสตอรี่อะไรของตัวเราเลย

เราเพียงตั้งตัวเองเป็นหิน ไม่ฟังไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น ก็จะทำให้ไม่ว่าเราจะอ่อนแอขนาดไหน หรือเราจะหมดความเข้มแข็งขนาดไหน หรือว่าเราจะโดนคนอื่นชักจูงขนาดไหน ก็จะไม่สะทกสะทานใดๆ เราก็จะทำตัวสบายๆเหมือนเป็นหิน แล้วก็ไม่ละเลยแม้แต่ครั้งเดียว ต่อให้อ่อนแอขนาดไหนก็ตาม นั้นก็จะทำให้เรากลายเป็นคนที่เลิกบุหรี่ได้สำเร็จอย่างแน่นอน นี่คือสิ่งที่เราควรจะทราบตัวเองอยู่เสมอว่า คนเรานั้นเป็นอะไรที่เปราะบาง และผ่ายแพ้ให้กับสิ่งรอบข้างได้ทุกเวลา นั้นก็ทำให้เราพังพินาศได้ทุกเมื่อ คำว่ามนุษย์นั้นมีฮิวแมนเออเรอร์ อยู่กับตัวตั้งแต่เกิดแล้ว

แล้วมันก็เป็นอุปสรรคเดียวที่ขวางกันมนุษย์ทุกผู้ด้วย เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเครื่องจักรมันถึงทำทุกอย่างได้ง่ายๆ เพราะมันไม่มีคำว่ากิเลศยังไงล่ะ ดังนั้นเราจะยกจุดดีจุดแรกนี้มาใช้เพียงจุดเดียวก็พอ คือการที่เราจะมีด่านสุดท้ายที่ไม่มีคำว่ากิเลสแล้วทำมันด้วยความที่เราโดนโปรแกรมเท่านั้น ต่อให้อ่อนแอผ่ายแพ้ขนาดไหน ก็จบเพียงแค่นั้น เราจะไม่จุดบุหรี่เลยสักครั้งเดียว เพราะเป็นโปรแกรมห้ามละเลยของเรานั่นเอง

อะไรก็ตามที่เป็นเพราะมนุษย์ทำไม่ได้ แต่เครื่องจักรทำได้ เราก็ไม่แค่ขอยืมโปรแกรมเดียวนี้มาใช้ก็พอ จะได้ไม่กลายเป็นมนุษย์เครื่องจักรมากเกินไป เราสามารถที่จะเป็นอะไรก็ตามเราจะอ่อนแอก็ได้ เราจะได้กลิ่นบุหรี่แล้วอยากก็ได้ หรือเพื่อนเราจะชวนก็ได้ แต่พอหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดแล้วเท่านั้น เราก็เพียงไม่จุด ไม่ต้องคิดอะไร เพียงแค่ไม่จุด และทิ้งบุหรี่ไปเท่านั้น จบ

 

 

ขอบคุณ  เครื่องช่วยฟัง  ที่ให้การสนับสนุน

สุขภาพเกี่ยวกับหู

มาทำความรู้จักอาการหูตึงกัน

            ภาวะอาการหูตึงคือการที่ประสิทธิภาพการได้ยินของหูของเราลดลงอาจจะเกิดกับหูข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างก็ได้โดยปกติแล้วระดับความดังของเสียงที่คนเราสามารถได้ยินได้ไม่ควรเกิน 90 เดซิเบล สำหรับคนที่มีอาการหูตึงจะพบว่าระดับการได้ยินเสียงจะน้อยมาก อาจจะได้ยินเสียงที่คนคุยกันปกติเป็นเสียงกระซิบแผ่วๆซึ่งจะสังเกตได้ว่าคนที่มีอาการหูตึงจึงมักจะพูดตะโกนเสียงดังออกมาและต้องให้เราพูดเสียงดังๆให้เข้าฟังใหม่อีกครั้ง

สำหรับโรคหูตึงนั้นเกิดมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น

  1. กลุ่มคนที่ทำงานในพื้นที่ที่มีเสียงดังนานๆ อย่างพวกโรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์  คนกลุ่มนี้มักจะอยู่ในพื้นที่ที่ได้ยินเสียงดังประมาณ 85 เดซิเบลขึ้นไป ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อการได้ยินเพระเสียงที่ดังเกินไปมันจะไปทำลายเซลล๋ในหูชั้นกลาง ซึ่งหากยังต้องทำงานในพื้นที่แบบนี้นานๆก็จะกลายเป็นโรคหูตึงแบบถาวรได้ ดังนั้นการทำงานในพื้นที่แบบนี้จึงสมควรจะใส่ที่อดหูเพื่อช่วยลดระดับความดังของเสียงลง แต่หากลองใส่แล้วยังรู้สึกว่าเริ่มมีปัญหาการได้ยินเสียงควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านประสาทหูทันที
  2. บางคนกินยาบางอย่างมากเกินไปก็อาจจะมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการหูตึงได้ เพียงหยุดยานั้นก็จะหาย 
  3. บางคนหูตึงเพราะอายุมากขึ้น โดยปกติแล้วคนที่อายุเกิน 60 ขึ้นไปมักจะมีปัญหาการได้ยินเพราะอวัยวะภายในร่างการมีการเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา  ซึ่งหากหูตึงเพราะอายุมากขึ้นจะไม่สามารถรักษาได้ แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้ เครื่องช่วยฟัง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้กับกลุ่มคนที่มีปัญหาการได้ยินกันเป็นจำนวนมาก
  4. หูตึงที่เกิดมาจากการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งอาจเกิดมาจากแรงกระแทก เช่น อาจโดนตบหูมาอย่างแรง ซึ่งอาการจะเป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแรงกระแทกบางคนอาจแค่หูตึกชั่วคราว แต่บางคนอาจหูหนวกเลย
  5. หูตึงเพราะติดเชื้อในหูชั้นใน ซึ่งต้องรีบไปให้หมอหาสาเหตุของการติดเชื้อจะได้รักษาได้ทันท่วงที
  6. หูตึงที่เกิดจากภาวะน้ำในหูไม่เท่ากัน ซึ่งโรคนี้มีผลกับหูโดยตรง ต้องปรึกษาแพทย์ และรีบรักษาด่วน

         เราสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นของเราก่อนว่าเราอยู่ในภาวะหูตึงหรือไม่ โดยพยายามสังเกตการได้ยินของตัวเราเองว่าเราต้องให้คนอื่นคอยพูดซ้ำๆกับเราบ่อยแค่ไหน หรือเมื่อเราเปิดทีวีดูระดับความดังของเสียงที่เราฟังตัวเลขสูงเกินไปหรือไม่ คนที่นั่งดูทีวีด้วยกันกับเราเขาท้วงติงถึงความดังว่าเราเปิดเสียงทีวีดังเกินไปหรือไม่ ถ้าพบว่าระดับการได้ยินของเรามีปัญหาควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที